แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Talk Forex แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Talk Forex แสดงบทความทั้งหมด

13 มกราคม 2556

หน้าผาการคลัง หน้าผาฆ่าตัวเอง

หลังๆ มานี้...เรื่อง Forex สำหรับผมแล้วชักห่างๆ อืดๆ และไม่ได้สนใจเหมือนดังแต่ก่อน
ด้วยปัจจัยทางชีวิตหลายๆ ประการ รวมทั้งเวล่ำเวลาที่จะตามติดเกาะขอบอย่างสม่ำเสมอ
แต่ก็ยังเทรดฟอเร็กซ์ตามปกติ พอร์ตเงินเดโมเกลี้ยงฉาดก็ขอเงินปลอมใหม่และเทรดใหม่
ตั้งใจว่า...จะเทรดเงินปลอมเช่นนี้ไปตลอดปีนี้เลย สะสมประสบการณ์เข้าไว้...

วันนี้...บังเอิญ (อีกแล้ว) ได้อ่านบทความดีๆ ของท่าน ไสว บุญมา ในผู้จัดการออนไลน์
ก็เลยจัดแจงก็อปมาฝากกัน เผื่อจะเกิดประโยชน์อันใดกับนักเทรดชาวไทยที่ผ่านมาอ่านบล็อกนี้บ้าง


หน้าผาการคลัง หน้าผาฆ่าตัวเอง  

ผู้ติดตามข่าวโลกคงได้ผ่านหูผ่านตากับคำว่า
หน้าผาการคลัง” กันบ้างแล้ว
คำนี้เป็นคำใหม่ในแวดวงเศรษฐกิจซึ่งแปลมาจากคำว่า Fiscal Cliff
ใครจะเป็นคนคิดขึ้นใช้ไม่เป็นที่ประจักษ์อย่างแจ้งชัดนัก
นอกจากมันเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวางว่า
หมายถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา
ถ้ารัฐบาลไม่ออกกฎหมายใหม่เพื่อแก้กฎหมายเก่าที่จะมีผลผูกพันทันทีเมื่อขึ้นปี 2556

หากไม่ออกกฎหมายใหม่มาแก้กฎหมายเก่า สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอเมริกามีสองอย่างด้วยกันคือ
รัฐบาลกลางจะต้องลดการใช้จ่ายลงอย่างฮวบฮาบและภาคเอกชนจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นจำนวนมาก
หากสองอย่างนั้นเกิดขึ้นพร้อมกัน มันหมายถึงการใช้จ่ายโดยทั่วไปในเศรษฐกิจจะลดวูบลงทันที
อันมีลักษณะคล้ายเดินๆ ไปแล้วทางสุดลงตรงหน้าผาทันที
ผลที่ตามมาคือความถดถอยร้ายแรงของเศรษฐกิจอเมริกันซึ่งตกอยู่ในภาวะลูกผีลูกคนมานาน
หลังวันที่ฟองสบู่อสังหาริมทรัพย์แตกเมื่อปี 2551

      
รัฐบาลอเมริกันอันมีฝ่ายบริหารเป็นผู้นำสามารถหาข้อตกลงกับฝ่ายนิติบัญญัติได้ภายในกำหนดเวลา
การตกหน้าผาจึงไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ปัญหายังไม่หมดไป
เพราะอีกไม่นานรัฐบาลกลางจะต้องเผชิญกับเพดานหนี้ คงเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า
รัฐบาลอเมริกันอยู่ได้ด้วยการกู้หนี้ยืมสินซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นดินพอกหางหมูติดต่อกันมานาน
วันไหนที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่มไม่ได้เพราะมีกฎหมายเพดานหนี้บังคับอยู่
วันนั้นก็จะเป็นวันที่เศรษฐกิจตกหน้าผาย่อยๆ
สภาพเช่นนี้ทำให้มีผู้ตราเศรษฐกิจอเมริกันว่ากำลังเดินทางตามยุโรปอันเป็นการพูดเชิงดูแคลน
      
 
อะไรทำให้บางคนดูแคลนยุโรป
      
ผู้ติดตามข่าวคงทราบดีแล้วว่าล่าสุด
กรีซแซงหน้าสเปนในด้านการมีอัตราการว่างงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์
นั่นคือ ผู้อยู่ในวัยทำงานถึง 26.8% หางานทำไม่ได้
ในขณะที่อัตราในสเปนซึ่งครองอันดับหนึ่งมานานอยู่ที่ 26.6%
อัตราการว่างงานในระดับนั้นหมายถึงอะไรคงไม่ต้องขยายความมากนัก
นอกจากการรอวันที่สังคมจะล่ม หรือตกหน้าผาตาย
ในสเปน รัฐคาตาโลเนียซึ่งเป็นที่ตั้งของเมื่องบาเซโลนาที่มีความเป็นเลิศในหลายอย่าง
รวมทั้งฟุตบอลและเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งกว่ารัฐอื่นอาจขอแยกตัวออกเป็นเอกราช
เหตุการณ์เช่นนั้นจะเป็นการเริ่มต้นของการแบ่งแยกสเปนซึ่งจะจบลงอย่างไรยากที่จะหยั่งได้
      
กรีซคงไม่ประสบปัญหาเช่นนั้น แต่ก็มีการฆ่ากันเกิดขึ้นแล้วหลังรัฐบาลตัดงบประมาณลง
เพื่อทำตามความต้องการของสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟในแนวที่ไทยต้องทำในปี 2540
ต้นตอของวิกฤตในกรีซได้แก่ การใช้นโยบายประชานิยมแนวเลวร้ายติดต่อกันมานาน
โดยรัฐบาลจ้างพนักงานพร้อมให้สวัสดิการและค่าแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อเพิ่มสวัสดิการให้พนักงานของรัฐก็ต้องเพิ่มให้ประชาชนโดยทั่วไป
ในขณะเดียวกัน รัฐบาลก็พยายามเอาใจประชาชนโดยการลดอัตราภาษี หรือไม่เก็บเพิ่มขึ้นไป
พร้อมกับการเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายส่งผลให้เกิดภาวะงบประมาณขาดดุลรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
      
เนื่องจากกรีซเป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปซึ่งมีข้อตกลงว่า
สมาชิกจะขาดดุลงบประมาณเกิน 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพีไม่ได้
แต่รัฐบาลกรีซละเมิดกฏนั้นด้วยการตกแต่งบัญชีโดยมีธนาคารยักษ์ใหญ่ให้คำแนะนำ
ก่อนที่เรื่องจะแดงออกมาและเศรษฐกิจของกรีซเดินเข้าสู่ภาวะวิกฤต
ปรากฏว่ากรีซขาดดุลงบประมาณถึง 13% ของจีดีพีและเป็นหนี้สินแบบท่วมท้น
กรีซยังโชคดีที่ได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหภาพยุโรปและไอเอ็มเอฟ
ครั้งหนึ่งมีการพูดถึงการไล่กรีซออกจากสหภาพยุโรป
เมื่อไรกรีซถูกไล่ออก เมื่อนั้นหมายถึงการตกหน้าผาตายของกรีซ แม้จะยังไม่ตกหน้าผา
แต่ตอนนี้ชาวกรีกก็ต้องทุกข์ทนจากผลของการใช้นโยบายประชานิยมและความฉ้อฉลของรัฐบาล
อัตราการว่างงานที่ 26.8% เป็นตัวชี้บ่งตัวหนึ่งเท่านั้น ย้อนไปไม่นานชาวกรีกออกมาประท้วงรัฐบาล
เรื่องการตัดสวัสดิการของพวกตนส่งผลให้ถูกปราบปรามจนถึงขั้นเสียชีวิต
      
อาจจำกันได้ว่ากรีซและสเปนมิได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรปตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อปี 2500
กรีซเข้าเป็นสมาชิกเมื่อปี 2524 และสเปนเมื่อปี 2529 ทั้งที่ทั้งสองต้องการเป็นสมาชิกมาก่อนนั้น
การไม่ได้เป็นจากวันที่ต้องการเป็นมีเหตุสืบเนื่องมาจากสองประเทศนั้น
ยังมีการปกครองในแนวเผด็จการและมีสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมในแนวของประเทศกำลังพัฒนา
มากกว่าในแนวของประเทศก้าวหน้าซึ่งเป็นสมาชิกก่อตั้งสหภาพยุโรป
ประเทศทั้งสองต้องใช้เวลาปรับเปลี่ยนสถาบันและกฎหมายของตนจนเป็นที่ยอมรับของสังคมประชาธิปไตย
ที่ใช้ระบบตลาดเสรีเป็นแนวบริหารจัดการเศรษฐกิจจึงเข้าเป็นสมาชิกของตลาดร่วมยุโรปได้
เหตุการณ์ที่เห็นอยู่ชี้บ่งว่า แม้จะเข้าเป็นสมาชิกของประเทศที่เรียกกันว่าพัฒนาแล้ว
แต่หากยังไม่ระวังเรื่องการบริหารจัดการเศรษฐกิจให้รัดกุมจริงๆ
สิ่งที่เกิดขึ้นอาจเป็นหน้าผาที่จะพาสังคมไปตายได้ไม่ยาก
      
สหรัฐอเมริกาต่างกับสหภาพยุโรปในแง่ที่มีรัฐบาลกลางอันแข็งแกร่ง
ส่วนสหภาพยุโรปมีสมาชิกที่มีรัฐบาลเป็นของตนเองถึง 27 ประเทศ
นอกจากนั้น รัฐบาลอเมริกันยังเป็นมหาอำนาจที่สามารถพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมาใช้ได้มากมาย
โดยที่สังคมโลกทั่วไปยอมรับ นอกจากนั้น ทุกครั้งที่รัฐบาลต้องประสบกับเรื่องเพดานหนี้
รัฐสภาก็ร่วมมือหาทางออก อเมริกาจึงไม่น่าจะตกหน้าผาในรูปของกรีซหรือสเปน
ส่วนการตกหน้าผาการคลังแบบทันทีทันใดก็ไม่น่าจะเกิดขึ้น
ทั้งนี้เพราะเมื่อเข้าตาจนจริงๆ ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติก็จะหาทางออกได้

ดังที่มีตัวอย่างให้ดูเมื่อวันขึ้นปีใหม่ที่ผ่านมา...
      

หันมามองเมืองไทยจากมุมมองของหน้าผาซึ่งจะพากันไปตายหรือไม่จะพบว่า
ไทยไม่มีหน้าผาการคลังแบบอเมริกา ฉะนั้น การเดินไปตกหน้าผาแบบทันทีทันใดจะไม่เกิดขึ้นแน่
แต่ไทยกำลังสร้างหน้าผาเพื่อฆ่าตัวเองในแนวเดียวกับกรีซ

      
จะเห็นว่ารัฐบาลเพิ่มการใช้จ่ายสารพัดอย่างเพื่อสร้างความนิยมให้แก่ตัวเอง
แต่แทนที่จะเก็บภาษีเพิ่มเพื่อหาเงินมาสนับสนุนการใช้จ่ายพร้อมกันไปด้วย
รัฐบาลกลับพยายามลดภาษี ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายๆ ได้แก่
การลดอัตราภาษีเงินได้และการให้คืนภาษีแก่ผู้ที่ซื้อรถยนต์คันแรก
การทำเช่นนั้นย่อมนำไปสู่การขาดดุลงบประมาณเพิ่มขึ้น รัฐบาลปิดงบประมาณด้วยการกู้หนี้ยืมสิน
แต่รัฐบาลไทยไม่สามารถพิมพ์เงินบาทออกมาใช้ได้เช่นรัฐบาลอเมริกันพิมพ์เงินดอลลาร์
ฉะนั้น ในวันหนึ่งข้างหน้ารัฐบาลไทยก็จะไม่สามารถหากู้ยืมเพิ่มอีกได้
และในวันนั้นก็จะต้องคลานไปหาไอเอ็มเอฟซึ่งเป็นการล้มละลาย
หรือตกหน้าผาฆ่าตัวตายในแนวเดียวกับกรีซ
แน่ละ ผู้คลานไปหาไอเอ็มเอฟจะไม่ใช่ผู้บริหารบ้านเมืองชุดปัจจุบัน
ซึ่งเชี่ยวชาญในด้านการตีกรรเชียงหลบเลี่ยงปัญหา
แต่จะเป็นพรรคฝ่ายค้านเช่นเดียวกันกับเมื่อปี 2540

***


31 ธันวาคม 2555

ปีเก่าผ่านไป...ปีใหม่ผ่านมา...

และแล้ววันสุดท้ายของปี 2013 (พ.ศ. 2555) ก็เคลื่อนหมุนมาจนได้
บางคนอาจใจหายวูบ บางคนอาจใจไห้หวน หรือบางคนอาจใจสุขล้นพ้น
แต่ที่แน่ๆ นั้น ทุกๆ คนย่อมอายุมากขึ้น แก่ขึ้น เติบโตขึ้น...


ขณะที่วิชาหรือวรยุทธ์ เทรด Forex สำหรับผมแล้วยังแผ่วร่วงตลอดปีนี้
กล่าวง่ายๆ คือ เทรดไปเล่นไปก็เรียบราบพอร์ตแล้วพอร์ตเล่า ล้างแล้วล้างอีก
เห็นที...อนาคต "เทรดเดอร์อิสระ" นั้นคงยังห่างไกล
และไม่แคล้วต้องใช้เวลาเรียนรู้อีกหลายปีดีดักแน่ๆ
หรือจะเปลี่ยนจาก "เทรดเดอร์" มาเป็น "ไรเตอร์" ซะให้รู้แล้วรู้รอดดีหนา
เผื่อว่าการเป็นนักเขียนนิยายไทยอาจพอมีความหวังมากกว่าจะมาเป็นนักแสวงหากำไรค่าเงิน

ทว่าที่สุด...เมื่อพอร์ตหายพอร์ตหดก็คงต้องอดทนเทรด เงินปลอม ต่อไป...
ประมาณว่า ทำซ้ำๆ เทรดไปเรื่อยๆ ให้สายตาชินกับกราฟ เพราะถึงเทรดเสียก็หาใช่เงินจริง!!
แม้นว่าจะพยายามเทรดดั่งว่านี่คือบัญชีเงินจริงก็ตาม แต่ที่สุดก็ยังเสีย ไม่ใช่สิ พลาดพลั้งตลอด
สงสัยว่าปี 2013 อาจเป็นอีกปีหนึ่งที่ยังต้องเล่น Demo โอ้ละเห่ไปพลางๆ ก่อน
ขณะเดียวกันก็พยายามจะหาเวลาเพื่อย้อนอดีตดูผลงานเทรดห่วยๆ ที่ล้มเหลวของตนเอง
ผมไม่โทษตลาดหรอก แต่นึกตำหนิตัวเองมากกว่า อยากเขกกบาลที่มีขี้เลื่อยอยู่เต็มสมอง
หรืออยากตัดมือที่ชอบอยู่ไม่สุข ลุกลี้ลุกลน เพราะตัดอารมณ์ที่กระหายใคร่โลภไม่ได้สักกะที

แต่ไม่เป็นไร อย่างที่บอกว่า ตรูเทรดเงินปลอม โว้ย เสียหรือพอ์รตก็ช่างมันปะไร
ช่างมัน...ฉันไม่แคร์ วันนี้แพ้ พรุ่งนี้ขอเงินเดโมใหม่มาเทรดต่อ ตรูไม่สน no worry ใดๆ
จะจ่อมจมเทรดกี่ปีกี่ปีก็ปล่อยๆ ไป เผื่อว่าวันหนึ่งวันใดจะหยั่งรู้หรือค้นพบวิชามารสำเร็จ 55+

ไหนๆ ปีเก่าก็จะผ่านไปในอีกไม่กี่ชั่วโมงแล้ว (แก่ขึ้นไปอีกปีโดยไม่ได้เจตนานะนี่)
ปีเก่าผ่านไป...ปีใหม่ผ่านมา...
วัฏจักรแห่งความเป็นจริง ที่ไม่เหมือนการขึ้นและลงของกราฟฟอเร็กซ์

ขออวยพรให้ในปีหน้า 2013 นักเทรดชาวไทยจงประสบผลสำเร็จรุ่งในตลาด Forex
พอร์ตโตวันโตคืน ถอนกำไรได้ทุกสัปดาห์ทุกเดือน และมีความสุขกันถ้วนทั่ว


22 พฤศจิกายน 2555

สุดท้ายก็อีหรอบเดิม...

และแล้วก็ไปไม่รอด Sell EJ กับ UJ แบบเมามันส์ในอารมณ์ เห็นราคาแล้วคันไม้คันมือวุ้ย
เชื่อจริงๆ ว่าตลาดฟอเร็กซ์นั้นโหดร้ายและแปรปรวนผันผวนยิ่งกว่าพายุทอร์นาโด...
ลองใส่ล็อตหนักๆ เล่นดูบ้าง แล้วก็ใช้สไตล์เดิมๆ เทรดโดยดูแค่ MACD กับ Stoch ที่ H4
พร้อมกับคิดว่าราคาน่าจะวิ่งขึ้นไปได้อีกไม่เท่าไหร่ อย่างน้อยๆ ก็กดดันหรือกิน SL เหล่าขาเซลล์
หรือให้ขาบายคายของออกมาบ้าง ก่อนที่จะโดนทุบราคาร่วงผล็อย แต่เปล่าเลย...
ราคายังพุ่งขึ้นทำไฮท์ไปเรื่อยๆ พอดูแท่งเทียนที่ไทม์เฟรม Day แท่งเขียวไต่ระดับขึ้นเป็นขั้นๆ
แถมโหดแบบไม่มีการปรับพักฐานลงมาให้พอผ่อนหายใจได้ปิดกำไรบ้าง

มาตรแม้นจะตั้ง TP ไว้ ทว่ามันก็ไม่ยักปรับราคาลงมาแตะจุมพิตเลย
ยิ่งขึ้นๆ ผมก็ใส่ออเดอร์เซลล์เพิ่ม พลางคิดว่าลงมามีกำไรจะปิดหนีทันที
ก็อย่างว่า...ราคาแบบนี้ มีสักกี่คนจะกล้า buy ล่ะ...
จะว่าเป็นราคาที่น่ากลัวที่สุดและอันตรายที่สุดก็ได้ถ้าจะช้อนซื้อไว้
จริงๆ กราฟราคาในลักษณะวิ่งไปวันเวย์ทางเดียวแบบนี้ก็เจอหลายครั้ง
ทว่าก็ไม่กล้าจะ Follow ตามสักที สัญชาตญาณมักบอกให้เล่นอีกทาง
ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลแล้ว ผมผิดพลาดเองทั้งนั้น...และบริหารทุนไม่ดีด้วย


คืออย่างถ้าตั้งใจจะเล่น Sell EJ กับ UJ แล้วรอราคาให้มันขึ้นมาสูงสุดๆ แบบใจเย็นๆ ก็คงจะดีกว่านี้
เสมือนอารมณ์ยังไม่นิ่ง แถมยังโลภด้วย ที่สำคัญผมระห่ำอยากเอาชนะกราฟโดยตัวเองประมาทมาก
และก็ดันเหิมเกริมใส่ Lot แบบจัดหนักและวัดดวงชี้ชะตาซะเลย สุดท้ายก็เลยหมู่ และหมู...เม่า...

ดีที่เป็นบัญชี DEMO ที่ทำให้ได้ทบทวนวิธีเทรดและภาวะอารมณ์ตลาดค่าเงินได้อีกบทเรียน
ราคาที่คนกลัวกันที่สุดอาจคือจุดที่ปลอดภัยที่สุดในการเทรดก็ได้ ทว่าก็คงไม่แน่นอนเสมอไป
เราจะรู้ก็ต่อเมื่อราคามันผ่านไปแล้ว เห็นแล้ว ด้วยไม่มีใครล่วงรู้ราคาแท้จริงล่วงหน้าในอนาคตได้

ที่แน่ๆ ขืนยังเทรดแบบเดิมๆ คิดเองเออเอง และใจร้อนวู่วาม
ที่สุดทั้งกำไรและทุนอาจเรียบราพณาสูร ดังนี้แล...

เรียบร้อยโรงเรียน "ฟอเร็กซ์" อีกแล้ว
สุดท้ายก็อีหรอบเดิม...เม่ายังไงก็ยังคงเป็นยังงั้น...
ต่อให้ทุนมากหรือน้อยก็มีโอกาสเจ็บเจ๊งได้พอๆ กัน ถ้าไม่รู้จักควบคุมและบริหารมาร์จิน
นี่ถ้าเป็นเงินจริง เห็นทีคงจุกจี๊ด เหงื่อตก ใจเต้นตูม และร้องอุทานว่า "ล้างพอร์ตอีกแล้วหรือวะนี่"

ผมก็แชร์ความคิดเห็นตามที่ตัวเองประสบมานะ พอเป็น case เล็กๆ กรณีหนึ่ง

ลองใหม่ๆ ขอทดสอบเงินปลอมอีกสักรอบ (และอาจจะมีรอบต่อไป ^^)
อยาก Sell EJ กับ UJ ดูสิว่ามันจะขึ้นไปได้ถึงไหน...แล้วสกุลเงินเยนพี่ยุ่นจะออกฤทธิ์เมื่อไหร่...
พยายามท่องไว้ๆ...ใจเย็นๆ โยม...

19 พฤศจิกายน 2555

ผมไม่ใช่ผู้หยั่งรู้ฟอเร็กซ์

ถือเป็นคำแก้ตัวสามัญประจำบล็อกที่ข้าน้อยไม่ได้เข้ามาอัพเดทใดๆ
ไม่ว่าจะพูดคุยเรื่องฟอเร็กซ์ หรือลงข่าวฟอเร็กซ์เหมือนแต่ก่อน
ด้วยช่วงนี้ชีวิตวุ่นวาย (แอบฝันว่าวันหนึ่งคงได้วุ่นไวน์บ้าง) และเจองานเร่งด่วนตลอด
กอปรกับเรื่องการเทรด Forex นั้น แต่ละท่านต้องค้นหาแนวทางของตัวเอง


ผมไม่มีซิกแนล ตีกราฟวิเคราะห์ ตรัสรู้ล่วงหน้า
หรือทำนายได้หรอกว่าค่าเงินไหนจะขึ้นหรือลง...
แหมๆ อยากจินตนาการให้นอสตราดามุส (ผู้หยั่งรู้ฟ้าดิน)
มาเทรดฟอเร็กซ์เหมือนกันว่าจะเป็นเช่นไร
ว่านอสตราดามุสจะบอกแนวโน้มสกุลค่าเงินต่างๆ ได้หรือไม่
ประมาณว่า...วันนี้ EU จะไปทางไหน GU จะขึ้นต่อหรือไม่
หรือ EJ กับ UJ หมดรอบขาขึ้นหรือยัง...
ก็นะ...ใครๆ ก็ต่างวาดฝันถึงกำไรในฟอเร็กซ์กันทั้งนั้น
ทั้งๆ ที่บินเข้าไปก็โดนเผา...ไม่ต่างแมงเม่าบินเข้ากองไฟ


ผมว่า...จะเทรดฟอเร็กซ์ หรือแสวงหากำไรจากตลาดค้าเงินนี่
ต้องใจเย็นมากๆ สงบเข้าไว้ ประมาณใจต้องนิ่งเยี่ยงเสือชีตาร์ หรือหมาป่า หรือไฮยีน่า
ต้องไม่วอกแวก ลนลาน แล้วก็โลภมากมายนัก ทว่าความโลภนี่มันก็ยั่วยวนจริงๆ ซะด้วย
ให้มาพูดแบบนี้ก็อาจฟังดูง่าย ชิวๆ กราฟก็มีแต่ขึ้นหรือลงเท่านั้นเอง จะไปครุ่นคิดกระไรให้มากนัก
ทว่าเมื่อทำสิ่งใดๆ ก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้องกับเงินๆ ทองๆ หัวจิตหัวใจย่อมสะทกสะท้านเป็นธรรมดา
บางทีเหงื่อแตกพลั่กๆ ยิ่งใครที่ชอบเฝ้ามองกราฟบ่อยๆ ชีพจรน่าจะเต้นโครมครามเลยทีเดียว
แล้วยิ่งถ้าพอร์ตเห็น Profit ติดลบ ติดลบ และก็ติดลบมากขึ้นๆ ใจใครมันจะไปทนได้กันเล่า...
ไหนจะอารมณ์และความรู้สึกในขณะนั้นๆ อีก ยิ่งเทรดก็ยิ่งเครียด...ยิ่งตระหนกหวาดหวั่น

แม่ม...ศึกษาทฤษฎีจากเว็บโน้นเว็บนี้มาจนปรุแล้ว ทั้งเข้าบอร์ดนั้นบอร์ดนี้จนเก๋าแล้วอีก
ไหนจะลงทุนเสียเงินเข้าคอร์สอบรม หรือบรรลุตามที่คนสอนประสิทธิ์ประสาทวิชาเทรดให้
ไฉนเทรดไปๆ มาๆ กลับยิ่งเสียวะ อินดี้ก็ดูแล้วนะ ฟิโบก็ตีแล้วด้วย ข่าวก็ตามอ่านเสมอ ฯลฯ บลาๆ...

ในโลกแห่งความเป็นจริงยิ่งกว่าจริง ตลาดฟอเร็กซ์ช่างโหดร้ายนัก 
มันหลอกล่อ เล่นกล หรือซ่อนลวงอะไรไว้หรือเปล่า... หรือเราไม่เหมาะกับตลาดแห่งนี้
เรายึดติดและคร่ำเคร่งกับมันมากไปรึ หรือเราเทรดแหวกแนวกว่าคนอื่นหวา

ลองปิด MT4 แล้วออกไปสังสรรค์ ดูหนัง เดินห้าง กินข้าวนอกบ้าง หรือเลิกสนใจกราฟบ้างสิ
ไม่มั่นใจก็อยู่นอกตลาดไว้ พรวนดินใส่ปุ๋ยในสวนเล็กๆ บ้างก็ได้ ถอยห่างจากตลาดเงินสักชั่วครู่
มีอะไรนอกเหนือกว่าการเก็งกำไรค่าเงินให้ทำมากมาย ให้เวลากับครอบครัวและผองเพื่อนสักนิดใหญ่ๆ
หรือจะไปเล่นน้ำที่ทะเล ไปกางเต็นท์ก่อกองไฟบนภูเขาเพื่อดูดาวระยิบระยับบนฟ้าบ้างก็สุขใจไม่น้อย

ตัวผมนั้นก็หาใช่ผู้หยั่งรู้ฟอเร็กซ์อันใด พยามยามเทรดแบบเรียบราบและง่ายงามที่สุด
ฝึกฝนจิตใจและอารมณ์ตัวเองเข้าไว้...หรือจะมองให้เป็นศิลปะก็ได้

ผลเทรดฟอเร็กซ์แบบเม่าๆ
ทุกคนล้วนมีความโลภติดตัวกันมาทั้งนั้น
ทว่าบางโอกาสก็ปล่อยให้ความโลภได้แสดงบทบาทสักเล็กน้อย
บางจังหวะก็ต้องรีบถอยแล้วกอบเก็บความโลภจ้อยๆ ตุนไว้เป็นกำลังใจ
หรือไม่ก็เปิดออเดอร์แล้ววัดดวงตั้ง TP ไว้ จากนั้นก็ปิดโปรแกรม MT4 และคุยกับสาวๆ ไปพลางๆ
แบบไม่ต้องไปสนใจว่าราคาจะขึ้นหรือลง...เพราะเราต้องมั่นใจในตัวเองเข้าไว้
เพราะยิ่งเฝ้ามองกราฟหรือแท่งเทียน มันเสียวๆ จนอาจทำให้อารมณ์ทางเพศหมดมู้ดได้ง่ายๆ

ที่แน่ๆ ผมเปิด Sell คู่ EJ กับ UJ ไว้...
จะหมู่หรือจ่าอีกสักสองสามวันค่อยมาดูกันนะ...

ขอให้นักเทรดชาวไทยจงโชคดีทุกๆ ท่านครับ


8 พฤศจิกายน 2555

สยามวาระ: วิกฤตเศรษฐกิจโลก-ไทย

ได้ชมรายการ "สยามวาระ"  ซึ่งออกอากาศทางไทยพีบีเอส (Thai PBS) ช่วงหัวค่ำทุกคืนวันพุธ
โดยเฉพาะเรื่อง วิกฤตเศรษฐกิจโลก-ไทย ตอน ๑ น่าสนใจและน่าติดตามอย่างยิ่ง
ซึ่งในตอนที่หนึ่งนี้...จะกล่าวถึงวิกฤตในยุโรปและปัญหาซับไพร์มในสหรัฐฯ

ลองชมกันดูครับ เพราะเป็นรายการที่ดีมากๆ
วิกฤตเศรษฐกิจโลก-ไทย ตอน 1 



ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์ที่ย่อโลกและหลอมรวมระบบเศรษฐกิจ
ตลอดทั้งระบบการเงินทั้งโลกเป็น­หนึ่งเดียวกัน
โลกกลับต้องเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจที่ครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ ๘๐ ปี
วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในอเมริกาและวิกฤตยูโรโซนกำลังเขย่าให้โลกทั้งใบจนปั่นป่วน

อะไรคือรากเหง้าและต้นตอของวิกฤต วิกฤตครั้งนี้เหมือนหรือต่างจากครั้งก่อนๆ อย่างไร?
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ส่งผลกระทบเศรษฐกิจและชีวิตคนไทยอย่างไร?
สังคมเศรษฐกิจไทยพร้อมรับมือกับโลกที่ผันผวนแปรนแปรมากแค่ไหน?

***

ชมกันต่อให้เต็มๆ เพื่อเท่าทัน เตรียมความพร้อม และรู้จักที่จะพอเพียง

วิกฤตเศรษฐกิจโลก-ไทย ตอน 2



ในยุคที่เศรษฐกิจโลกผูกพันเป็นหนึ่งเดียวกัน
เศรษฐกิจไทยคงไม่อาจรอดพ้นจากผลกระทบของวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่รุนแรงลุกลามในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
คำถามสำคัญก็คือ เราพร้อมรับมือวิกฤตเศรษฐกิจโลกในวันนี้และวันหน้ามากน้อยแค่ไหน
ปกป้อง จันวิทย์ จะพาท่านผู้ชมย้อนกลับไปสำรวจบทเรียนจากอดีต เพื่อตอบคำถามเรื่องปัจจุบันและอนาคต
15 ปีผ่านไป สังคมเศรษฐกิจไทยเรียนรู้บทเรียนอะไรจาก "วิกฤตต้มยำกุ้ง 2540"
วิกฤตเศรษฐกิจครั้งรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
สังคมเศรษฐกิจไทยปรับตัวและเรียนรู้ไปมากเพียงไร
อะไรคือโอกาส และความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยก้าวต่อไป...

สุดท้าย...ขอบคุณรายการดีๆ เปี่ยมสาระอย่าง "สยามวาระ" มา ณ ที่นี้ด้วย

สยามวาระ
รายการสารคดีเชิงวิเคราะห์ ที่อธิบายปรากฏการณ์ของสังคมไทยในบริบทโลก 
ที่จะหยิบยกประเด็นทางสังคมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม 
ที่สังคมให้ความสนใจ หรือเป็นวาระของสังคม มาวิเคราะห์อย่างเจาะลึก
และนำเสนออย่างเป็นระบบ รอบด้าน ลึกซึ้ง และสร้างความรู้ความเข้าใจของสังคมต่อประเด็นต่างๆ
โดยใช้ข้อมูลที่มีฐานงานวิจัยสนับสนุนเป็นเครื่องมือหลัก
โดย 4 พิธีกรที่นำความรู้ ความถนัดของแต่ละคน มาถ่ายทอดในบริบทที่แตกต่างกัน
ทำให้เรื่องราวที่ซับซ้อนกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจง่าย  

4 พิธีกรรายการ "สยามวาระ"

เวลาออกอากาศ : 
ทุกวันพุธ เวลา 20.25 – 21.15 น.
ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 03.00 - 03.55 น. (Rerun)

6 พฤศจิกายน 2555

สนามค้าเงินของนักเก็งกำไรรายวัน

อูยยยย...ได้เจอบทความดีๆ บล็อกดีๆ เกี่ยวกับ FOREX เข้าแล้ว
จึงใคร่อยากจะบอกกล่าวและแนะนำกัน เหมือนได้ไปกินอาหารร้านอร่อยๆ ต้องรีบมาบอกต่อ
แถมอ่านง่าย ภาษาไทยแทบพิมพ์ไม่ผิด อ่านแล้วได้อารมณ์ มุมมอง และกำลังใจเพิ่มขึ้น
ถอยห่างจาก Signal หลบเรื่องการวิเคราะห์กราฟ การใช้อินดิเคเตอร์ หรือข่าวสารบ้าง
ฉะนั้น...ผมจึงขอก็อปบทความสักบทหนึ่งจากบล็อกที่ว่านี้มาประดับในบล็อกผมด้วยความอิ่มใจ

***
สนามค้าเงินของนักเก็งกำไรรายวัน

สนามค้าเงินของนักเก็งกำไรรายวัน

การเก็งกำไรในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนหรือตลาด forex ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
แต่ถ้าตลาดเปลี่ยนเป็นตลาดหมีล่ะ อะไรจะเกิดขึ้นกับผู้ที่เข้ามาดำรงชีพในฐานะเทรดเดอร์ฟูลไทม์?
นั่นเป็นปัญหาของพวกที่คิดว่าตลาดแห่งนี้สามารถทำเงินได้เฉพาะในตลาดกระทิงเท่านั้น
พวกเขาไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว ตราบใดที่ตลาดยังมีแรงขับเคลื่อนอยู่ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง
นักเก็งกำไรในตลาดนี้ก็ยังสามารถทำเงินจากมันได้!!!!!


ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้ไม่เพียงแต่เฉพาะสถาบันการเงิน หรือนักลงทุนรายใหญ่เท่านั้นที่สามารถเล่นเก็งกำไรอัตราแลกเปลี่ยนรายวันได้ แต่เก็งกำไรที่อยู่ที่บ้าน หรือที่ทำงาน
หรือแม้กระทั่งห้างสรรพสินค้าก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน
ผ่านคอมพิวเตอร์ notebook tablet ไปจนถึง smart phone เพียงแค่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต
เปิดโปรแกรมซื้อขาย realtime ก็สามารถเข้าสู่สนามแข่งขันการค้าเงิน
เพื่อต่อสู้แย่งชิงผลกำไรจากกันได้อย่างง่ายดาย

สนามค้าเงินแห่งนี้มันก็เหมือนสนามแข่งขันกีฬาที่ผู้เข้าแข่งขันจะต้องเข้ามาประลองความสามารถ 
ชิงไหวชิงพริบเพื่อเป็นผู้ชนะ และแน่นอนรางวัลของผู้ชนะในสนามค้าเงินก็คือผลกำไรก้อนโต 
แต่สนามค้าเงินนั้นมันไม่เหมือนสนามแข่งฟุตบอล หรือสนามแข่งกีฬาประเภททั่วๆ ไป
เพราะสนามค้าเงินไม่มีการแบ่งระดับความสามารถ 

ไม่ต้องจัดมาตรฐานความสามารถของผู้เข้าแข่งขันเป็นระดับชั้น เป็น division
เพราะฉะนั้นในสนามแห่งนี้ คุณไม่สามารถร้องขอความยุติธรรม จำไว้เลยว่า 

ไม่ว่าจะเป็นนักเก็งกำไรชั้นเซียน นักลงทุนชั้นยอด นักลงทุนสถาบันชั้นแนวหน้า 
หรือขาใหญ่ที่ฝึกหัดมาเพื่อฆ่ารายย่อย รวมถึงคุณ และมือสมัครเล่นทั้งหลาย 
ล้วนลงแข่งในสนามเดียวกันผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สังเกตจากปริมาณซื้อขายและการแกว่งตัวของราคาที่นับวันจะทวีความกว้างขึ้นเรื่อยๆ
สารพัดเล่ห์เหลี่ยมและความสามารถที่ทุกคนต่างงัดออกใช้
เพื่อแย่งชิงผลกำไรซึ่งกันและกันมีให้เห็นทุกนาทีบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

แต่ก็นั่นแหละ.....นักลงทุนรายย่อยที่ส่วนใหญ่จะเป็นมือสมัครเล่น ย่อมหลักหนีความจริงไปไม่พ้น
เมื่อมีการแข่งขันก็ต้องย่อมมีผู้แพ้ผู้ชนะ ผู้ที่แข็งแกร่งย่อมชนะผู้ที่อ่อนแอ ผู้ที่ฉลาดย่อมชนะผู้ที่รู้น้อยกว่า
ทำให้การเก็งกำไรในตลาดค่าเงินเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงมาก
สำหรับผู้ที่อ่อนแอทางด้านความรู้ ประสบการณ์ อารมณ์และจิตใจ
ดังนั้น ผู้ที่คิดว่าตนเองยังมีความรู้ทางด้านนี้ไม่มากพอ 
โปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจเข้ามาในตลาด forex

และถึงแม้เทคโนโลยี นับวันจะยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่นักเก็งกำไร
รายย่อยสามารถรับรู้ข้อมูลข่าวสารในไวพอกับๆ นักลงทุนสถาบันหรือนักลงทุนรายใหญ่
พวกเรารู้มากมายเกี่ยวกับตลาด ทำให้เราเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย จนบางครั้งอาจพูดได้ว่า
คุณเห็นมากเกินไป บริโภคข้อมูลมากเกินไป การเห็นคำสั่งซื้อขายในจอคอมฯ ทุกคำสั่ง
การเคลื่อนไหวเล็กๆ น้อยๆ นั่นทำให้คุณสูญเสียภาพรวมของตลาดไป
ดังนั้น พัฒนาการของระบบเทคโนโลยีที่เข้ามาอำนวยความสะดวกให้
คุณจึงไม่สามารถรับประกันผลกำไรของคุณได้ มันไม่สามารถเข้ามาทดแทนความรู้
ความชำนาญและประสบการณ์ในการเทรด ซึ่งคุณจะต้องใช้เวลาทุ่มเทในการเรียนรู้มันเองเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่าจากสถิติที่ผ่านมา พบว่านักเก็งกำไรในตลาดค่าเงินส่วนใหญ่จะขาดทุน
มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถมีกำไรเป็นกอบเป็นกำ ด้วยเหตุนี้ ตลาดค่าเงินจึงถูกมองว่า
เป็นแหล่งการพนันจากคนส่วนใหญ่เพราะนักเก็งกำไรที่ล้มเหลวมักจะกล่าวโทษตลาด
หรือไม่ก็อ้างเหตุผลต่างๆ นานาประโคมข่าวไปทั่ว เพื่อยืนยันว่าที่ตนขาดทุนนั้นไม่ใช่เพราะตัวของเขาเอง
พวกเขาไม่ยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้ศึกษาให้มากพอ แต่เป็นเพราะโน่น นี่ นั่น......
บางคนถึงขนาดกล่าวหาว่าพวกที่กำไรนั้นโกหก @#%#%$

แต่ยังไงสิ่งที่ต้องยอมรับก็คือ ยังมีนักเก็งกำไรที่ประสบความสำเร็จอยู่จริง 
ซึ่งสิ่งที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักเก็งกำไรส่วนใหญ่ที่ล้มเหลว ก็คือ
แม้พวกเขาจะเริ่มต้นด้วยการขาดทุนและล้มเหลวมาไม่ต่างจากนักลงทุนทั่วไป 

แต่พวกเขาไม่ยอมแพ้ ไม่โทษฟ้าดิน ไม่ยกแม่น้ำทั้ง 5 มาพูดว่าทั้งหมดไม่ใช่ความผิดของตัวเอง 
พวกเขาจะยอมรับว่าสิ่งที่ผิดพลาดทั้งหมด ล้วนเกิดจากตัวเขาเอง เพราะเขายังอ่อนประสบการณ์ 
เขายังรู้น้อยมากในตลาดที่กว้างใหญ่นี้ พวกเขาจะนำเอาข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีตมาศึกษาอย่างจริงจัง
พยายามแก้ไขข้อบกพร่องเหล่านั้นให้หมดไป พยายามเรียนรู้เทคนิคของผู้ที่ประสบความสำเร็จมาก่อน 

แล้วปรับปรุงให้เหมาะกับตัวเอง และที่สำคัญที่สุด ก็คงไม่ต่างจากนักกีฬามืออาชีพ คือ 
พวกเขาต้อง ซ้อม ซ้อม และก็ซ้อมเท่านั้น พวกเขาไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้!!!!!

อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ไม่ใช่ว่าทุกคนเรียนรู้แล้วจะประสบความสำเร็จ
เปรียบเสมือนการเรียนในห้องเรียนที่นักเรียนทุกคนเรียนจากหนังสือเล่มเดียวกัน
แต่เวลาสอบก็จะต้องมีนักเรียนสอบได้ที่หนึ่งและอีกคนได้ที่โหล่ของชั้น
แต่อย่างน้อย การได้เรียนรู้มันก็คงยังดีกว่าการยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่ได้เริ่มเรียน จริงไหม!!!!

และสุดท้าย มันก็คงขึ้นอยู่กับความพยายาม ความอดทน และจิตใจที่แข็งแกร่งของคุณเท่านั้นที่จะบอกได้ว่า
คุณจะเป็นได้แค่นักเก็งกำไรมือสมัครเล่น หรือนักเก็งกำไรอาชีพที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำเช่นเดียวกับนักกีฬาอาชีพ
อย่างไทเกอร์ วู้ด หรือ เดวิด เบ็คแฮม ทั้งหมด มันก็อยู่ที่ตัวคุณ!!!

ขอให้ทุกคนโชคดี
2Btrader

***

เป็นเช่นไรบ้าง...บทความนี้คงพอจุดประกายอะไรในตัวนักเทรดชาวไทยกันได้ไม่มากก็น้อย
ผมชื่นชมผู้เขียนบล็อกนี้จากใจจริง เป็นการนำเสนอเรื่องฟอเร็กซ์อีกมุมหนึ่งที่น่าสนใจยิ่ง
ฉะนั้น เหล่านักเทรดชาวไทยไม่ควรพลาดที่แวะไปอ่านบล็อกนี้ คือ
http://2btrader.blogspot.com

⊙▂⊙

29 กันยายน 2555

QE3 กับการปล้นครั้งใหม่!!!

เช้าวันเสาร์ขณะฝนตกโปรยปราย อากาศเริ่มจะหนาวและน่านอนซุกใต้ผ้าห่มบนเตียงนุ่มๆ
ช่วงเสาร์-อาทิตย์ ตั้งใจว่าจะหาบทความดีๆ มีคุณภาพ และให้แง่คิดมาลงบล็อกนี้บ้าง
เพราะการเทรดโดยใช้อินดิเคเตอร์เพียวๆ คงไม่น่าโสภาแฮปปี้เท่าไหร่นัก
บางทีก็ต้องมองไปข้างหน้า จินตนาการไปสู่อนาคตกันบ้าง

***

QE3 กับการปล้นครั้งใหม่!!!
โดย...ท่านขุนน้อย จากไทยโพสต์

เพื่อแก้เบื่อ แก้เอือมกับความชุลมุนวุ่นวายภายในเข่งไก่...
เห็นทีจะต้องหันไปพูดถึงเรื่องมาตรการ QE3 ของคุณพ่ออเมริกาน่าจะเหมาะกว่า
เพราะถึงแม้จะเป็นเรื่องไกลตา แต่ก็ใกล้ตีนมิใช่น้อย พูดง่ายๆ ว่า...
การที่คุณพ่ออเมริกาท่านมุ่งที่จะปั๊มเงินดอลลาร์ออกมาสู่ตลาดคราวแล้วคราวเล่า
ชนิดแทบจะท่วมโลกทั้งโลกไปแล้วก็ว่าได้
สุดท้ายแล้ว...มาตรการเหล่านี้ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อประเทศไทยแลนด์แดนสยามของหมู่เฮา
ไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้แน่ๆ...

ถ้าไล่มาตั้งแต่ครั้ง QE1 หรือครั้งแรกที่ธนาคารกลางของสหรัฐ (เฟด) ได้งัดเอาสิ่งที่เรียกว่า
มาตรการผ่อนคลายในเชิงปริมาณ (Quantitative Easing) มาใช้เป็นตัวแก้ปัญหาเศรษฐกิจอเมริกา
ที่ไม่ว่าภาครัฐหรือภาคเอกชนต่างล้วนแต่มีหนี้สินอีนุงตุงนัง
ชนิดอาจต้องใช้เวลาอีกไม่รู้กี่ศตวรรษต่อกี่ศตวรรษถึงจะใช้หนี้ได้หมด
ในครั้งนั้นคุณพ่ออเมริกาท่านได้ปั๊มเงินดอลลาร์สดๆ ออกมา
โดยไม่ต้องใช้สินทรัพย์ใดๆ ค้ำประกันการันตี เป็นจำนวนถึง 1.7 ล้านล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว
มาถึง QE2 ก็กดก็ปั๊มกันเข้าไปอีกถึง 6 แสนล้านดอลลาร์
ส่วน QE3 ที่โผล่ตามมาติดๆ เมื่อวันที่ 13 กันยา.ที่ผ่านมา เที่ยวนี้ว่ากันว่า...
อาจต้องปั๊มเงินออกมาไม่ต่ำกว่าเดือนละ 80,000-100,000 ล้านดอลลาร์
นับจากต้นปีหน้าไปยันถึงปี ค.ศ.2015 หรือต่อเนื่องกันไปตลอด 5-6 ปี
ที่ถ้าหากนับรวมๆ กันแล้ว น่าจะไม่ต่ำไปกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย...

ส่วนมาตรการเหล่านี้มันจะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจอเมริกา
ช่วยในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยลดอัตราการว่างงานให้ลดๆ ลงไปได้บ้าง หรือไม่ อย่างไร 
อันนั้นคงต้องปล่อยให้เป็นเรื่อง...ของมึง (ขอประทานโทษ...ของท่าน)
ซึ่งในทุกวันนี้ก็ยังคงมีการเถียงกันไม่หยุด ไม่ว่าในหมู่ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจนอกอเมริกา
หรือในอเมริกาเอง กระทั่งในแวดวงธนาคารกลางของสหรัฐด้วยกัน 
เห็นข่าวแวบๆ ว่าประธานธนาคารกลางสหรัฐสาขาฟิลาเดลเฟีย
ถึงกับออกมายำมาตรการเหล่านี้ชนิดเละตุ้มเป๊ะ
เล่นเอาแมลงเม่า แมงกระชอน ในตลาดหุ้นทั่วโลกหวาดหวั่น ขวัญผวากันชนิดปีกร่วง ปีกหลุด
ดัชนีหุ้นดาวโจนส์ นิกเกอิ ฮั่งเส็ง ร่วงกันไปไม่รู้กี่จุดต่อกี่จุด
กว่าจะหายตื่นเต้น ตื่นตูม ก็ต้องปลุกปลอบขวัญกันไปมิใช่น้อย...
ภาพจาก www.churchstate.us

แต่สิ่งที่น่าคิดน่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นก็คือว่า...
การปั๊มเงินดอลลาร์สดๆ ออกมาระลอกแล้วระลอกเล่าเช่นนี้
แม้ว่าจะอ้างว่าเพื่อเอาไปซื้อตราสารพันธบัตร และสินทรัพย์ที่ด้อยคุณภาพ
อันจะเป็นการช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับระบบเศรษฐกิจของอเมริกา
หรือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นการลงทุน และเพิ่มการจ้างงานไปในตัว
แต่เอาเข้าจริงๆ แล้ว ดูเหมือนว่าเงินเหล่านี้มันจะไม่ได้ไหลเข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจภายในอเมริกา
ไปช่วยหล่อเลี้ยงเส้นเลือดของบรรดาอเมริกันชน โดยเฉพาะประเภทปุถุชนคนธรรมดา

หรือคนยากคนจนซักเท่าไหร่นัก หรือไม่ได้ก่อให้เกิดการลงทุนการจ้างงานในสังคมอเมริกันอะไรกันมากมาย 
แต่มันกลับจะทะลักออกมานอกอเมริกา หรือกลับไหลทะลักออกมาท่วมโลกทั้งโลกซะเป็นหลักใหญ่...

อันเป็นไปตามธรรมชาติของเงินตรานั่นเอง...คือที่ไหนที่มันมีผลประโยชน์ มีกำไร
เงินมันมักจะต้องไหลไปที่นั่นตามคุณลักษณะทางธรรมชาติของมัน
ในเมื่อแหล่งผลิต หรือฐานการลงทุนโดยส่วนใหญ่มันย้ายออกมาอยู่ในเอเชีย
หรือในประเทศเศรษฐกิจใหม่กันแทบจะหมดแล้ว
ไม่ว่าคุณพ่ออเมริกาท่านจะปั๊มเงินดอลลาร์ออกมาซักเท่าไหร่
เงินเหล่านั้นมันก็จะติดปีกออกไปหา "กำไร" จากแหล่งผลประโยชน์ต่างๆ นานาในทั่วทุกซีกโลก
และโดยธรรมชาติของเงินตราอีกนั่นแหละ ที่ทำให้มันคงไม่ได้คิดจะหากำไรจากการลงทุนในแบบปกติธรรมดา
แบบมีจริยธรรม มีธรรมาภิบาล อย่างที่เพ้อๆ กันไป
หรืออย่างที่พวกชอบมั่วๆ อยู่กับเรื่องเงินๆ ทองๆ ในตลาดหุ้นบ้านเราเคยพูดๆ เอาไว้นั่นแหละว่า
"อย่าอุ้มพระเข้ามาในตลาดหุ้น"
การไหลทะลักของเงินดอลลาร์ออกไปท่วมโลกทั้งโลก
มันจึงมักก่อให้เกิดการแสวงหาประโยชน์ หรือการลงทุนในแบบที่เรียกว่า การเก็งกำไร
ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรในอสังหาริมทรัพย์ ในตลาดหุ้น 
หรือแม้กระทั่งในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของแต่ละประเทศ
ที่เงินดอลลาร์อเมริกัน มันจะหลากไหลเข้ามาไม่ต่างไปจากน้ำป่าไหลหลาก 
หรือน้ำท้น น้ำเอ่อ น้ำแฉะ น้ำขังก็แล้วแต่จะเรียก...
                   
อย่างที่ศาสตราจารย์ ไมเคิล ฮัดสัน แห่งมหาวิทยาลัยมิสซูรี อดีตนักเศรษฐศาสตร์วอลสตรีท
ท่านเคยได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ตั้งแต่ครั้ง QE1 แล้วว่า 
ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในอเมริกาต่ำเตี้ยเพียงแค่ระดับ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ถ้าหากพวกบ้าเงินบ้าทองรายใด ใช้เงินลงทุนเพียงแค่ 1 ล้านดอลลาร์

แล้วไปกู้เงินจากธนาคารอเมริกันที่ต่างได้รับการอุ้ชู อัดฉีด 
จากมาตรการดังกล่าวมาอีกซัก 99 ล้านดอลลาร์ รวมเป็น 100 ล้านดอลลาร์ 
แล้วเอาเงินที่ว่าไปซื้อเงินหยวน หรือเงินเหรินหมินปี้ของจีนเอาไว้ซักพัก
และเมื่อไหร่ที่สหรั
ฯ สามารถกดดันจีนให้ต้องขึ้นค่าเงินหยวน
ให้เพิ่มขึ้นไปอีก 20 เปอร์เซ็นต์ตามเป้าหมายที่เคยป่าวประกาศมาโดยตลอด
เงิน 100 ล้านดอลลาร์ของพวกบ้าเงินบ้าทองรายนั้น ก็จะกลายเป็นเงิน 120 ล้านดอลลาร์ไปโดยทันที
หรือ แค่ลง
ทุ1 ล้านเท่านั้น ได้กำไรเพิ่มขึ้นมาถึง 20 ล้านดอลลาร์ 
หรือกำไรถึง 200 เปอร์เซ็นต์เหนาะ...
               
ในทัศนะของศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์รายนี้...มาตรการ QE ของสหรัฐจึงถูกสรุปเอาไว้ว่า
ไม่ต่างอะไรไปจาก การปล้น เราดีๆ นี่เอง ด้วยเหตุนี้...
ในแต่ละครั้งที่ธนาคารกลางสหรัฐงัดเอามาตรการดังกล่าวออกมาใช้ชนิดคราวแล้วคราวเล่า
บรรดาประเทศต่างๆ จึงต้องระวังกระเป๋าของตัวเองเอาไว้ให้ดี ไม่ใช่อ้าขา ผวาปีก
หมกมุ่น มัวเมาอยู่กับการขึ้นๆ ลงๆ ในตลาดหุ้นโดยไม่ได้คิดหน้า คิดหลัง คิดถึงประเทศตัวเอง 

สังคมตัวเองเอาไว้เลย เพราะไม่ว่าประเทศยักษ์ใหญ่ หรือยักษ์ใหม่ อย่างอินเดีย 
หรือแม้กระทั่งจีน ยังเคยต้องโหยหวน ครวญคราง กับมาตรการเหล่านี้มาโดยตลอด 
ต้องหาทางทำให้เงินสกุลของตัวเองไม่แข็งค่าจนเกินไป ต้องควบคุมปริมาณเงินไหลเข้า 
ต้องหาทางยับยั้งฟองสบู่จากการเก็งกำไรในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
ต้องพยายามรักษาความสมดุลระหว่างอัตราดอกเบี้ยกับภาวะเงินเฟ้อเอาไว้ให้ดี


แม้แต่ประเทศไทยแลนด์แดนสยามของหมู่เฮาก็เถอะ
ขณะที่อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทยให้ผลตอบแทนระดับ 3 เปอร์เซ็นต์
แต่พันธบัตรสหรัฐระยะ 2 ปีให้ผลตอบแทนเพียงแค่ 0.25 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
กระทั่งระยะ 10 ปี ยังให้แค่ 1.8  เปอร์เซ็นต์
โอกาสที่เงินดอลลาร์มันจะไหลทะลักเข้ามาฟันส่วนต่างกำไรกันแบบจะจะ 
เห็น ย่อมเป็นอะไรที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้เลย
เฉพาะการปล้นคราวที่แล้วช่วงวิก
ติต้มยำกุ้งก็ฉิบหายกันไปแทบทั้งประเทศ
ครั้งนี้...ก็พึงระวังเอาไว้ให้ดีเถิด โดยเฉพาะ
ผู้ที่ถนัดในการใช้จ่ายแบบอีลุ่ฉุยแฉกซะจนเคย
ขนาด
QE3 ยังไม่ทันออกทธิ์ก็ดันออกอาการ ถังแตก ซะแว้ว!!!
         

 ปิดท้ายด้วยวาทะวันนี้ จาก โสเครติส...
“ผู้ที่มีความพอใจต่อสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ตัวเองมีอยู่ คือผู้ที่ร่ำรวยที่สุด 
เพราะความสันโดษ (ความพอเพียง) คือทรัพย์ของธรรมชาติ...”

เครดิตจาก : อิสรภาพแห่งความคิด thaipost

26 กันยายน 2555

Thank you

ก่อนอื่นต้องขอบใจสำหรับท่านที่กด Like ในเฟซบุ๊กให้ตั้ง 3 คน
- คุณ Suphot Weeraspon
- คุณ A Chamod Bok Bok
- สุดท้าย เด็กหญิงชาลินี เกษรรัตน์ แหมๆ ขยันช่วยกดถูกใจหนังสือให้ด้วย

ผมกำลังคิดว่า...จะยุติบล็อกนี้ หรือค่อยๆ อัพเดทไปเรื่อยๆ
ก็อย่างที่บอกตรงๆ ว่าผมไม่ได้เทรดเงินจริง (ล้างพอร์ตไป 3 รอบ)
ปัจจุบันเทรดเงินเดโมเล่นไปพลางๆ พร้อมกับทดสอบบางทฤษฎีที่ตัวเองสงสัย
คือผมอยากเทรดรอบใหญ่ๆ มากกว่า จึงสนใจกราฟใน TF Day กับ Week 
โดยใช้เครื่องมืออย่าง MACD, Stoch, RSI และเส้น Moving Average
ตอนนี้ ทั้ง EU หรือ GU ในกราฟสัปดาห์ Weekly นั้น สัญญาณอย่าง MACD กับ Stoch จะมุดลงได้หรือไม่---

***

ความกังวลปัญหาในสเปนยังคงเป็นปัจจัยสำคัญของสัปดาห์นี้
ขณะที่เมื่อเมื่อวานนี้ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ออกมาดูดีทีเดียว
ทั้งดัชนีราคาบ้านใน 20 เมืองของเดือนก.ค.ที่เพิ่มขึ้น 1.2% ซึ่งถือเป็นการพุ่งขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่ส.ค.53
และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ของสหรัฐฯ อยู่ที่ 70.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนที่แล้วที่ระดับ 61.3
โดยทำสถิติสูงสุดในรอบ 7 เดือน

สกุลเงินยูโรและปอนด์ร่วงลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ส่วนยูโรเมื่อเทียบกับเยนก็อ่อนค่าลงเช่นกัน
ท่ามกลางความวิตกกังวลเรื่องการขยายตัวที่ซบเซาของเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ตลาดยังจับตาความคืบหน้าปัญหาหนี้ของยุโรปว่าจะลุกลามหรือไม่ โดยเฉพาะในส่วนของสเปน
ซึ่งกำลังอยู่ระหว่างการเตรียมใช้มาตรการรัดเข็มขัดรอบใหม่ในปีงบประมาณ 2013
ทว่าต้องเผชิญกับการประท้วงของประชาชนชาวสเปนที่ไม่พอใจ
ขณะที่ในส่วนของภาคธนาคารหลังหนี้เสียยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น

ประเด็นที่ต้องติดตามในอนาคต
27 ก.ย. สเปนกับคณะกรรมาธิการยุโรปเปิดเผยเรื่องการปรับโครงสร้าง
28 ก.ย. การประชุมระหว่างผู้นำกรีซ อิตาลี และสเปน 
28 ก.ย. สเปนจะขอความช่วยเหลือทางการเงินหรือไม่
      ผลการทำ Stress test ของธนาคารพาณิชย์สเปน
 4 ต.ค. ธนาคารกลางยุโรปประชุม
 8 ต.ค. ประชุมระหว่างประธานยูโรกรุ๊ปกับกองทุน ESM
11 ต.ค. ประชุม G7 เรื่องวิกฤติหนี้ยุโรป





นายฌ็อง โคลด จุงเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก และเป็น ประธานกลุ่มยูโรโซน
ได้กล่าวระหว่างการพบปะกับ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย ที่กรุงมอสโกว่า
ขณะนี้ยูโรโซนมีความแข็งแกร่งและมีความพร้อมมากขึ้นในการต่อสู้กับวิกฤตเศรษฐกิจ
โดยธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) นับว่ามีบทบาทสำคัญมากในช่วงไม่นานมานี้
รวมถึงการเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลจากประเทศสมาชิกยูโรโซนที่กำลังมีปัญหาด้วย

นายชาร์ลส์ พลอสเซอร์ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า
มาตรการ QE3 แทบจะไม่มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจและลดอัตราว่างงาน
มีแต่จะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของเฟด

นางคริสติน ลาการ์ด ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ระบุว่า
ทางไอเอ็มเอฟเตรียมที่จะปรับลงคาดการณ์เศรษฐกิจโลก
ในการเปิดเผยแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในเดือนหน้า
เนื่องจากความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจ
โดยจากที่คาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2012 ไว้ที่ระดับ 3.5%
และได้ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกในปี 2013 เหลือ 3.9%

รัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลังของเม็กซิโก ได้กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีช่วยกระทรวงการคลัง
และเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ หรือ G20 ที่เม็กซิโก้ ซิตี้ ว่า
โครงการซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลางยุโรป (ECB), ธนาคารกลางจีน และธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED)
ช่วยบรรเทาความกังวลในตลาด แต่ก็ยังไม่เพียงพอ
ขณะที่กรรมการบริหารธนาคารกลางเม็กซิโกก็บอกว่า
มาตรการพิเศษเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงขาลงที่เกิดจากวิกฤตหนี้ยูโรโซนหายไป
รวมทั้งยังไม่ได้แก้ปัญหาความตึงตัวทางการคลังของสหรัฐฯ
และการชะลอตัวของเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่
แต่การดำเนินนโยบายแบบผ่อนคลายเป็นเพียงการซื้อเวลาเท่านั้น
ส่วนเจ้าหน้าที่ของ G20 คนหนึ่งบอกกับรอยเตอร์ว่า ความกังวลเรื่องแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่เพิ่มขึ้น
ทำให้โครงการซื้อสินทรัพย์ของเฟด เป็นสิ่งชั่วร้ายที่จำเป็นต้องทำ
นอกจากนี้ ที่ประชุม G20 ยังเสริมด้วยว่า บรรดาประเทศตลาดเกิดใหม่ไม่ได้ห่วงว่า
การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ จะทำให้เกิดสงครามค่าเงินรอบใหม่ขึ้นมาอีก
โดยก่อนการประชุม มีบราซิลเพียงประเทศเดียวที่กล่าวว่า
จะไม่ปล่อยให้ค่าเงินเรียลแข็งค่าขึ้นจากการออกมาตรการการเงินของประเทศพัฒนาแล้ว

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในวันนี้
• All Day ดัชนีราคาผู้บริโภคเยอรมนี (German Prelim CPI)
• เวลา 15.00 น. ยอดค้าปลีกอิตาลี (Italian Retail Sale)
• เวลา 21.00 น. ยอดขายบ้านใหม่สหรัฐฯ  (New Home Sales)
• เวลา 21.30 น. คลังน้ำมันดิบสหรัฐฯ (Crude Oil Inventories)

24 กันยายน 2555

ขอ Like + ข่าวฟอเร็กซ์ 25 ก.ย.

เมื่อวาน (วันจันทร์) สกุลเงินยูโรร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบหนึ่งสัปดาห์เมื่อเทียบกับดอลลาร์และเยน
เหตุที่เงินยูโรกลับอ่อนค่าลงเนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยขึ้นในยุโรป

ขณะนี้ นักลงทุนเริ่มกังวลกับภาวะเศรษฐกิจโลกมากขึ้น
ภายหลังการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจที่อ่อนแอของหลายแห่ง
ล่าสุดเป็นดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจของเยอรมนี (German Ifo Business Climate)
ที่ออกมาปรับตัวลดลงต่ำกว่าที่คาดไว้ โดยหดตัวลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 
กอปรทั้งปัญหาหนี้ของยุโรปที่ยังไม่คืบหน้าเท่าที่ควร
ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรของสเปนกับอิตาลีต่างดีดตัวขึ้น
ทำให้นักลงทุนรอดูข่าวสารของสเปนในวันพฤหัสฯ นี้ ซึ่งจะมีการแถลงการปฎิรูปงบประมาณ
รวมทั้งผลการทดสอบความแข็งแกร่งของภาคธนาคารสเปน (Stress Test)
ทั้งนี้หากสเปนยังไม่ขอความช่วยเหลืออย่างเต็มรูปแบบ
นั่นหมายความว่าโปรแกรมการซื้อพันธบัตรอายุต่ำกว่า 3 ปี (OMT)
จะยังไม่เริ่มต้นและไม่มีเม็ดเงินใหม่เข้ามาในตลาดสินทรัพย์ทางการเงิน
ฉะนั้น สเปนถือเป็นตัวแปรสำคัญเนื่องจากเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่
ขณะเดียวกันในส่วนของภาคธนาคารหลังหนี้เสียก็ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น
และปัญหาภายในประเทศสเปนที่กำลังโดนกดดันอย่างหนัก อันเนื่องมาจากการรัดเข็มขัด
ทำให้ประชาชนไม่พอใจ จึงทำให้การตัดสินใจรับเงินล่าช้าออกไป
ขณะที่ความสามารถในการกู้ยืมใหม่ก็ทำได้ยากขึ้นเนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมเพิ่มขึ้นอย่างมากแล้ว


ส่วนเยอรมันและฝรั่งเศสก็ยังไม่สามารถตกลงกันได้เรื่องการเข้าช่วยเหลือธนาคารในยุโรป
ว่าจะเข้าช่วยทั้งหมด หรือช่วยบางส่วน โดยเข้าไปการกำกับดูแลเฉพาะธนาคารรายใหญ่ๆ เท่านั้น
ในขณะที่กรีซมีข่าวว่าอาจจะมีเงินไม่พอใช้ อีกทั้งผลรายงานของทรอยก้าอาจจะเลื่อนออกไป
โดยเจ้าหน้าที่และนักการทูตหลายคนของสหภาพยุโรป (อียู) เห็นพ้องต้องกันว่า
รายงานของคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี), ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ)
ในประเด็นที่ว่าหนี้สินของกรีซสามารถบริหารจัดการได้หรือไม่นั้น
มีแนวโน้มว่าจะถูกเลื่อนออกไป จนกว่าหลังวันที่ 6 พ.ย. ซึ่งเป็นวันเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ
เนื่องจากผู้กำหนดนโยบายไม่ต้องการที่จะสร้างความตื่นตระหนกต่อเศรษฐกิจโลกก่อนการเลือกตั้งของสหรัฐฯ
ซึ่งในระหว่างนี้ กรีซจะได้รับสภาพคล่องจากการออกตั๋วเงินคลังระยะสั้น
และธนาคารกรีซจะสามารถเข้าถึงเงินทุนฉุกเฉินของธนาคารกลางกรีซได้

เมื่อหันมาดูด้านปัจจัยในสหรัฐฯ อาจค่อนข้างเงียบ
โดยนักลงทุนรอดูเม็ดเงินจากมาตรการ QE3 ที่น่าจะเข้ามาก้อนแรก 4 หมื่นล้านยูโรในสิ้นเดือน ก.ย. นี้

ฮิโรฮิเดะ ยามาคูจิ รองผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น BOJ เผยว่าธนาคารกลางจะใช้นโยบายการเงินที่จำเป็น
หากความเคลื่อนไหวของสกุลเงินส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและแนวโน้มราคาของประเทศ
อย่างไรก็ดี บีโอเจไม่มีนโยบายที่จะสร้างอิทธิพลต่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ
เนื่องจากกฎของธนาคารกลางญี่ปุ่นระบุไว้ว่า
ธนาคารควรจะพุ่งเป้าไปที่การสร้างเสถียรภาพด้านราคาภายในประเทศ
ไม่ใช่การสร้างเสถียรภาพด้านอัตราแลกเปลี่ยน

ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในวันนี้
• เวลา 13.00 น. ดัชนี​ความ​เชื่อมั่น​ผู้บริ​โภคเยอรมัน (GfK German Consumer Climate)
• เวลา 15.30 น. ยอดจดจำนองในอังกฤษ (BBA Mortgage Approvals)
• เวลา 20.00 น. ดัชนีราคาบ้านในสหรัฐฯ (S&P/CS Composite-20 HPI)
• เวลา 21.00 น. ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ  (CB Consumer Confidence)
• เวลา 21.00 น. ดัชนีภาคการผลิตสาขาริชมอนด์ (Richmond Manufacturing Index)

***

ฝากนักเทรดช่วยกด Like (ถูกใจ) ให้ที่ Facebook Life Book สักหน่อยครับ


คงไม่เป็นการรบกวนเวลามากเกินไปเนอะ
ผมก็ให้รู้สึกเกรงใจยิ่ง กระนั้นก็อยากหยั่งวัดดูว่ามีคนสนใจอ่านบล็อกนี้หรือไม่--
หรือพอมีเสียงตอบรับสักเล็กน้อยก็ยังดี เพื่อเป็นพลังและกำลังใจต่อไป...
อย่างน้อยๆ ก็มีปฏิกิริยากันบ้าง ไม่งั้นจะดูเงียบๆ และพร่ำเรื่อยไปฝ่ายเดียว

Click กดถูกใจ หนังสือมือสองโชห่วย กันบ้างนะครับ
ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน หรือมุ่งหมายค่าคอมมิชชั่น หรือหวังประโยชน์โลภผลอันใด
ขอแค่ น้ำใจเล็กๆ น้อยๆ คนละนิดละหน่อยพอ... ไทยช่วยไทยเพื่อคนไทยกันเอง
เพราะผมทำบล็อกขึ้นมาก็ไม่ได้แอบแฝงเรื่องการหาเงินรายได้จากนักเทรดชาวไทย
สร้างบล็อกขึ้นมาก็เพียงแค่เป็นทางเลือกเล็กๆ ที่อาจพอช่วยเหลือในการเปิดออเดอร์ในแต่ละวันได้บ้าง
ด้วยปัจจัยด้านข่าวสารนั้นมีบทบาทต่อความผันผวนหรือขึ้นลงของราคาในสกุลเงินต่างๆ
ขณะปัจจัยทางเทคนิคก็มีความสำคัญส่วนหนึ่ง อินดิเคเตอร์ก็มีส่วนเกื้อหนุนหรือเป็นเข็มทิศเช่นกัน

ทุกคนที่ลงทุนก็หมายต่างหวังอยากได้ "กำไร" กันทั้งนั้น
ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคงไม่ใช่คนทุกคนจะทำกำไรกันถ้วนทั่ว
เมื่ออีกฝั่งหนึ่งได้ ก็ต้องอีกฝ่ายหนึ่งที่เสีย แต่อยู่ที่ว่าคนที่ได้หรือเสียจะเป็นใคร...คือใคร...

ถ้า (สังเกต) รูปหน้าบล็อกนี้...
จะเห็นว่ามีรูปผู้ชายเสมือนเป็นนักลงทุนที่ปากคาบบุหรี่ มือกดเครื่องเล่นเกมส์
หน้าตาเอาจริงเอาจังแถมสนุกขณะมองแท่งเทียนข้างหน้า
ส่วนฉากหลังที่เป็นจอโทรทัศน์ 6 จอนั้น ก็ดูเป็นภาพที่ขัดแย้งกัน ทว่าก็ซ่อนความนัยไว้

บางทีราคากราฟที่เคลื่อนไหวนั้น อาจมาจากความสูญเสีย อุทกภัย ความอดอยาก
ความยากจน ความแห้งแล้ง โรคระบาด หรือการประท้วงที่รุนแรงของประเทศนั้นๆ
ขอจบดื้อๆ แล้วกัน เพราะโลกแห่งการลงทุนบางทีก็โหดร้ายเหลือจะกล่าว...
ด้วยกำไรที่ได้มานั้นอาจมาจากสถานการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ หรือภัยพิบัติต่างๆ ก็ได้

.






21 กันยายน 2555

วันนี้ ​ไม่มี​รายงานข้อมูล​เศรษฐกิจที่สำคัญ

สองสามวันมานี้ นักลงทุนเริ่มแห่​เข้าถือครองสกุล​เงินดอลลาร์สหรัฐ​
ซึ่ง​เป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัย​ในยามที่​เกิดกระ​แส​ความวิตกกังวล​เรื่อง​แนว​โน้ม​เศรษฐกิจ​โลก
ทำให้สกุล​เงินดอลลาร์สหรัฐ​แข็งค่าขึ้น​เมื่อ​เทียบกับสกุล​เงินหลักๆ ​
ใน​การซื้อขายที่ตลาดปริวรรต​เงินตรานิวยอร์ก​เมื่อคืนนี้ (20 ก.ย.)
​เนื่องจากข้อมูลที่บ่งชี้​ถึง​การชะลอตัวและซบเซาของ​เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยู​โร​โซน ​และจีน ​
โดยล่าสุดข้อมูลภาคการผลิตของสหรัฐฯ และจีนหดตัวลงต่ำกว่าที่คาด
ส่วนจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกของสหรัฐฯ ก็ออกมาสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้
แสดงให้เห็นว่าการฟื้นตัวของตลาดแรงงานยังไม่ยั่งยืน
เป็นการตอกย้ำว่าเฟดจะดำเนินการซื้อพันธบัตร (QE3) ไปจนกว่าการว่างงานจะลงมาใกล้ระดับดุลยภาพ 
ขณะที่ดัชนีชี้นำ​เศรษฐกิจสหรัฐฯ จาก Conference Board ปรับตัวลง 0.1% ในเดือนส.ค. 
  บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ แทบไม่มีความเคลื่อนไหว

ด้านธนาคารกลาง​เดนมาร์ก
ได้ทำการปรับลดคาด​การณ์​การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมภาย​ในประ​เทศ (GDP) ​ในปีนี้
ซึ่งปรับลงมาอยู่ที่ระดับ 0.3% จากก่อนหน้านี้ที่ระดับ 1.2% ​
เนื่องจากภาค​เอกชน​และ​ผู้บริ​โภคปรับลด​การ​ใช้จ่ายลง เริ่มรัดเข็มขัด
อัน​เนื่องมาจากผลกระทบ​ในด้านลบของวิกฤต​การณ์ทาง​การ​เงินในยูโรโซน

ส่วนปัจจัยสำคัญในยุโรปยังอยู่ที่สเปน ซึ่งได้มีการประมูลพันธบัตร 3 ปี และ 10 ปี โดยผลตอบรับค่อนข้างดี
แต่ให้จับตาในวันที่ 27 ก.ย. นี้ เพราะสเปนจะมีการประชุมและแถลงนโยบายปฎิรูปเศรษฐกิจ
ซึ่งน่าจะมีความชัดเจนว่าสเปนจะขอรับความช่วยเหลือเต็มรูปแบบจากกลุ่มยุโรปหรือไม่
และในวันที่ 28 ก.ย. จะมีการประชุมระหว่างผู้นำกรีซ อิตาลี สเปน (ประเทศที่มีปัญหาการเงินทั้งนั้น)
ก่อนการประชุมผู้นำยูโรโซนวันที่ 18 – 19 ต.ค.

ทั้งนี้ มีปัจจัยบวกเรื่องที่จีนยืนยันจะซื้อพันธบัตรรัฐบาลของยุโรปหรือกองทุน EFSF
และพร้อมช่วยเหลือให้ยุโรปกลับมาฟื้นตัวได้

นางสาวกาญจนา โชคไพศาลศิลป์ ผู้จัดการฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า
ผลกระทบจาก QE3 กับภาคการเงินไทย คือ ราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
และยังมีความผันผวนต่อเนื่อง เงินทุนยังคงไหลเข้า
ส่งผลเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยธนาคารมองว่า...เงินบาทสิ้นปีนี้จะอยู่ที่ 29.5 บาทต่อดอลลาร์

วันนี้ ​ไม่มี​รายงานข้อมูล​เศรษฐกิจที่สำคัญ


26 สิงหาคม 2555

วันสบายๆ

วันอาทิตย์นับเป็นวันสบายๆ วันหนึ่งในรอบสัปดาห์
ได้พักผ่อน ได้ผ่อนคลาย มีเวลาทำกิจวัตรในครอบครัว
ทั้งไม่ต้องวิเคราะห์กราฟเพื่อหาแนวโน้มในการเทรด Forex (บางท่านอาจเตรียมตัวหาทิศทางล่วงหน้าก็มี)
ขณะบางคนอาจออกไปกินข้าวนอกบ้าน หรือจะดูหนังสักเรื่อง
อาจไปช็อปปิ้งกับสาวๆ จากนั้นก็หาร้านนั่งดื่มเหล้าเพื่อฟังเพลงเพราะๆ
หรือจะนัดสังสรรค์กับผองเพื่อน หรือเข้าสวนดูแลต้นไม้ดอกไม้ หรือทำความสะอาดห้องที่รก--

วันอาทิตย์เป็นวันที่ทำอะไรต่อมิอะไรได้หลายอย่าง
บางคนอาจใช้วันนี้เพื่อการนอนชาร์จพลังเตรียมสู้ศึกกับตลาดฟอเร็กซ์ในวันรุ่งขึ้นก็เป็นได้

สัปดาห์หน้า (พรุ่งนี้แล้วสิ) เหล่าแมงเม่าผู้ไม่กลัวไฟทั้งหลาย
ต้องจับตาพัฒนา​การของวิกฤติหนี้ยุ​โรป ​โดย​เฉพาะประ​เด็นที่​เกี่ยวข้องกับส​เปน​และกรีซ
และที่สำคัญที่ตลาด​การ​เงินจับตามอง​ก็คือ การกล่าวสุนทรพจน์ของ นายเบน เบอร์นันเก้ ประธานเฟด
ซึ่งจะแถลงนโยบายที่เมืองแจ็คสัน โฮล รัฐไวโอมิง ในวันศุกร์ที่ 31 ส.ค. นี้
เพื่อประ​เมิน​โอกาสของมาตร​การผ่อนคลายรอบ​ใหม่ของสหรัฐฯ

***

เอาละ... เกือบลืมรายงานผลเทรดของสัปดาห์ที่แล้ว

ผลปิดออเดอร์เทรด Forex วันที่ 20 - 24 สิงหาคม

ส่วนที่ยังไม่ปิดก็มี...เพราะยังยอมถือติดลบอยู่ ^^ (แก้ไม่หายสักทีเรื่องกอดติดลบนี่)
ทว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นบัญชีเดโม (โหะๆ) จุดบกพร่องตัวเองยังมีอยู่...
ยอมเป็น "เม่าเงินจริง สิงห์เงินปลอม" ไปพลางๆ ก่อน (บัญชีจริงล้างพอร์ตไป 3 รอบแล้ว)

สัปดาห์หน้าขอให้นักเทรดชาวไทยโชคดีกันถ้วนทั่วในตลาดฟอเร็กซ์กันนะครับ

.

25 สิงหาคม 2555

31 สิงหาฯ เรื่อง QE3

สกุลเงินยู​โรอ่อนค่าลงเมื่อ​เทียบดอลลาร์ หลังจากที่ธนาคารกลางยุ​โรป (อีซีบี) ​เปิด​เผยว่า
จะรอดู​การตัดสิน​ใจของ​เยอรมนี​เรื่อง​เงินช่วย​เหลือยุ​โรปก่อนที่จะดำ​เนิน​แผน​การซื้อพันธบัตรรัฐบาล
ทำให้​เงินยู​โร​เผชิญกับปัจจัยลบจากกระ​แสคาด​การณ์ที่ว่า
ประธานอีซีบีอาจยัง​ไม่ประกาศ​แผน​การซื้อพันธบัตรรัฐบาล​ใน​การประชุมวันที่ 6 กันยายนนี้
​เนื่องจากต้อง​การรอดู​การตัดสิน​ใจของ​เยอรมนีที่มีต่อกองทุนช่วย​เหลือยุ​โรป
อีกทั้งนักลงทุนต่างสงสัยว่าผู้มีหน้าที่กำหนดน​โยบายวาง​แผนอย่าง​ไร​ใน​การควบคุมวิกฤตหนี้
จึงส่งผล​ให้นักลงทุนลด​ความต้อง​การ​ในสกุล​เงินยู​โร
กระนั้น เงินยู​โร​ก็ยังไม่ร่วงลง​ไปมากกว่านี้​ เพราะมีข่าวว่า ECB กำลังพิจารณาว่า
จะกำหนดขอบ​เขตอัตราผลตอบ​แทนพันธบัตร​ใน​การซื้อพันธบัตรรอบ​ใหม่ ​
ซึ่งจะช่วยควบคุมต้นทุน​การกู้ยืม​และป้องกัน​ไม่​ให้​เกิด​การ​เ​ก็งกำ​ไร

ขณะ​เดียวกันนักลงทุนกำลังจับตาดู นาย​เบน ​เบอร์นัน​เก้ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (​FED)
ที่จะมีการกล่าว​แถลง​ใน​การประชุมประจำปีของ​เฟด​ในวันที่ 31 ส.ค.นี้ ​
ซึ่งมี​การคาดหมายว่า​เฟดจะส่งสัญญาณ​เพิ่ม​เติม​เกี่ยวกับ​การ​ใช้มาตร​การผ่อนคลาย​เชิงปริมาณรอบที่ 3 ​หรือ QE3 ​
โดยอาจส่งผลลบต่อ​เงินดอลลาร์ ​เนื่องจากจะ​ทำ​ให้​เงินดอลลาร์ด้อยค่าลง แต่จะ​เป็นผลดีต่อตลาดทองคำ



***

ระทึก! ศาลเยอรมนีชี้ขาด จุดเปลี่ยนการเงินโลก
โดย : กรุงเทพธุรกิจ


น.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของสแตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (สแตนชาร์ต) กล่าวว่า
ปัญหาวิกฤติหนี้รัฐยุโรปยังไม่จบและยังแก้ไม่ได้
ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญสุดที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทยครึ่งหลังปีนี้

"ยิ่งวิกฤติยืดเยื้อถึงปีหน้า ยิ่งเป็นความเสี่ยงหลักสำคั 
ไทยจึงต้องตระหนักว่าผลกระทบเกิดกับเศรษกิจอาจจะยืดเยื้อมากกว่าคาดไว้ได้
ยิ่งปั
หาแก้ไม่ตก แน่นอนเป็นความเสี่ยงของเศรษกิจไทยกับโลกชะลอตัวยาวไม่หยุดแค่ครึ่งหลังปีนี้"

สิ่งที่น่ากังวล คือ หากมีบางอย่างไม่เป็นไปตามคาด ถ้าวิกฤติยุโรปขยายวงกว้าง
ซึ่งขณะนี้ลุกลามในสเปนแล้ว รอเพียงแค่การขอความช่วยเหลืออย่างเป็นทางการเหมือนกรีซ 
และถ้าวิกฤติลามจากสเปนไปอิตาลี  จะทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากในอนาคต
กลายเป็นความตกใจและอาจทำให้ความเชื่อมั่นการบริโภคและลงทุนแย่กว่าเดิม
ตลาดเงินผันผวนมากขึ้น ปฏิกิริยาผู้กำหนดนโยบายการเงินการคลังมีมากกว่าเดิม
กลายเป็นผู้คนตกใจบวกความผันผวนตามมา

"ทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักลงทุนและผู้กำหนดนโยบายทั่วโลก
ตระหนักอยู่แล้วว่าโลกมีแนวโน้มชะลอตัว
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังมองว่าเศรษฐกิจปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ถือเป็นความเสี่ยง
ทุกฝ่ายจึงต้องมองถึงเศรษฐกิจปีหน้าเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ ไม่ใช่วางแผนแค่ครึ่งหลังปีนี้ไม่พอ
แต่ต้องวางแผนเผื่อปีหน้าเลย"

ปัจจัยเสี่ยงต้องจับตาเฝ้าระวังในครึ่งหลังปีนี้ น.ส.อุสรา กล่าวว่า
เรื่องแรก คือ วันที่ 12 กันยายนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมนีจะพิจารณาว่า
เห็นชอบกับรัฐบาลหรือไม่ในการตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) แบบถาวร
ถ้าไม่เห็นชอบเพราะเยอรมนีถือเป็นเสาหลักมีเงินเยอะสุดในยูโรโซน 17 ชาติ
กลายเป็นประเด็นสำคัญ คนตีความว่าแย่ ขาดความเชื่อมั่น และวิกฤติลุกลามปั่นป่วนได้อีกรอบ

เรื่องที่สอง วิกฤติจะลามจากสเปนไปอิตาลีหรือไม่ ต้องตามดูอย่างใกล้ชิดในช่วง 6 เดือนหน้า
ถ้าเกิดจริง...สะท้อนว่าวิกฤติยุโรปยังไม่ถึงจุดต่ำสุดเหมือนไฟยังไม่หยุดไหม้ ความเสียหายยิ่งกินวงกว้าง
สุดท้ายเป็นเรื่องต้องตามดูเจ้าหนี้กรีซจะเอาอย่างไรกับกรีซ ซึ่งผลจะออกมาในเดือนกันยายนนี้

"ปัจจัยเสี่ยงจะมากระจุกตัวในเดือนกันยายน
ถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับทิศทางตลาดเงินโลกและทิศทางเศรษฐกิจโลกปีหน้า
แต่ความเสี่ยงเหล่านี้ก็ถือเป็นแผนที่การเดินทางให้นักธุรกิจ นักลงทุน
และผู้กำหนดนโยบายในไทยจัดการวางแผนตัวเองในปีหน้าเช่นกัน"

น.ส.อุสรา เสนอว่าหากวิกฤติยุโรปลากยาวต่อเนื่อง วิธีการบริหารจัดการต้องแตกต่างกัน
กล่าวคือไทยอาจต้องเก็บกระสุนหรือยาที่มีอยู่อย่างจำกัดไว้ใช้ในยามจำเป็น คือ
อาจจำเป็นต้องลดดอกเบี้ยเพื่อหนุนความเชื่อมั่น แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าจังหวะกับเวลาเหมาะสมว่า
จะใช้กระสุนหรือยาเมื่อใด จึงต้องรอใช้ตอนชัดเจนช่วงวิกฤติลุกลามจริงๆ

"คิดว่าอย่างกรณีเฟด เขามีคิวอี 3 (QE3) แน่ๆ
เพียงแต่ว่าเขารอดูให้เห็นจุดต่ำสุดของวิกฤติหนี้ยุโรปเสียก่อนแล้วค่อยใช้
สำหรับไทยทุกคนเห็นตรงกันว่าการลดดอกเบี้ยช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยได้
แต่อาจต้องใจเย็นรอจุดต่ำสุดของวิกฤติ จึงใช้นโยบายลดดอกเบี้ยดึงความเชื่อมั่นให้ถูกเวลา"

.


18 สิงหาคม 2555

ใครใคร่ซื้อก็ซื้อ ใครใคร่ขายก็ขาย

ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์...ตลาดหุ้นยุ​โรปเริ่มมีแนวโน้มที่ดีขึ้น
หลังอัตราผลตอบ​แทนพันธบัตรอายุ 10 ปีของส​เปนปรับตัวลดลง​แตะระดับต่ำสุด​ในรอบ 6 สัปดาห์
โดยปรับตัวลดลงสู่ระดับ 6.46% ​
​ในขณะที่​ความวิตกกังวล​เกี่ยวกับวิกฤตหนี้ยุ​โรปดูเหมือนจะ​เริ่มคลี่คลายลงระดับหนึ่ง
พร้อมกับที่นักลงทุนยังเฝ้าตามติดนโยบายของธนาคารกลางยุโรป ECB
หลังมีความเป็นไปได้ที่ ECB จะทำการผ่อนคลายนโยบายการเงินจากคำพูดของนายกรัฐมนตรีเยอรมัน
ซึ่งออกมาสนับสนุนแนวความคิดของประธานธนาคารกลางยุโรปที่จะช่วยเหลือยุโรปด้วยการซื้อพันธบัตร
เพื่อป้องกันภาวะย่ำแย่ของกลุ่มยูโรโซน ทั้งมี​แรงหนุนจาก​ความคาดหวังว่ายู​โร​โซนจะอยู่รอดปลอดภัย
จาก​แนว​โน้มที่รัฐบาลประ​เทศต่างๆ ​ในยุ​โรปจะตกลงอนุมัติ​การ​เบิกจ่าย​เงินกู้งวด​แรก​ให้ภาคธนาคาร
ซึ่งกำลังมีปัญหาของส​เปน ตามที่​ได้มี​การบรรลุข้อตกลงกัน​ไปก่อนหน้านี้

ส่วนดัชนีดาว​โจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์ก​ก็เดินหน้าขึ้นโดยปิดที่ระดับสูงสุด​ในรอบ 3 ​เดือนครึ่ง​
หลังรายงาน​ความ​เชื่อมั่น​ผู้บริ​โภคที่​เพิ่มสูงขึ้น​เกินคาด ​
ซึ่ง​เป็นสัญญาณบ่งชี้​ถึง​แนว​โน้ม​การ​ใช้จ่ายภาคครัว​เรือนที่​แข็ง​แกร่งขึ้น​ใน​ไตรมาสนี้
ช่วย​เพิ่ม​ความหวังว่า​เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังฟื้นตัว

ต้องจับตาดู...
> 31 ส.ค. การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ที่ Jackson Hole
> 6 ก.ย. ประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB)
> 12-14 ก.ย. ประชุมรัฐมนตรีคลังยุโรป

***

สัปดาห์ที่ผ่านมา...
ผมเปิดเทรด Forex ไม่มาก ไม่เน้นเฝ้ากราฟ และพยายามถอยห่างจากตลาดเงินบ้าง
ไม่อยากเล่นประหนึ่งว่ากำลังเดินเข้าไปในบ่อนการพนัน หรือลาสเวกัส (เมืองแห่งบาป Sin City)
ส่วนตัวคิดว่า ยิ่งหมกมุ่นหรือเทรดมากเท่าไหร่ โอกาสเสี่ยงที่จะเสียย่อมมีมากเท่านั้น
หากว่าเทรดแล้วมีกำไรก็ควรผ่อนๆ หรือพักบ้าง ไม่จำเป็นที่ต้องแสวงหากำไรทุกขณะ
แม้นว่าตลาดฟอเร็กซ์จะมีเวลาให้หาเงินได้ 5 วัน ตลอด 24 ชั่วโมงก็เถอะ...
ผมพยายามสร้างวินัยและระบบของตัวเอง นอกเหนือจากอินดิเคเตอร์

ผลปิดออเดอร์ Forex วันที่ 15-17 สิงหาคม 2555 แบบเม่าๆ

สัปดาห์หน้า...
Forex คู่ EUR/USD น่าจับตาดู (เปิดออเดอร์เลย) ว่าจะขึ้นได้หรือไม่--?
ทั้งปัจจัยด้านข่าวสารฝั่งยุโรปที่ดูเหมือนเริ่มดีขึ้น และปัจจัยทางเทคนิค
เมื่อพิเคราะห์จากกราฟ Weekly ขณะที่กราฟ Daily อาจมีแนวโน้มลงได้อีก

EUR/USD Week

ผมไม่มี Signal ใดๆ ทั้งนั้น
เพราะถ้าผมเก่งกาจ รอบรู้จริง และหยั่งทราบอนาคตค่าเงินล่วงหน้าได้ ก็คงทำกำไรได้มากมาย (อย่างมั่นใจ)

ฉะนั้น ใครใคร่ซื้อก็ซื้อ...ใครใคร่ขายก็ขาย...
อำนาจการตัดสินใจเปิดออเดอร์อยู่ที่ปลายมือท่านเท่านั้น
อย่าใจร้อน...หาราคาเปิดที่ดีที่สุด เหมาะสมที่สุด และเสี่ยงน้อยที่สุดไว้

ขอให้นักเทรด (แมงเม่า) ทุกท่านโชคดี
จงเชื่อมั่นในตนเอง เพราะประสบการณ์ด้วยตัวเราเองจะทำให้เราได้เรียนรู้ความจริงที่สุด
มันไม่มีทางลัดหรือสูตรสุดยอดไปสู่ความสำเร็จในเร็ววันแน่สำหรับตลาดฟอเร็กซ์--
บางที...การประสบผลในตลาดเงินนั้น อาจอยู่ที่เทคนิคที่เรียบง่ายและหัวใจที่ไม่ยอมแพ้ก็ได้

.




16 สิงหาคม 2555

เศรษฐกิจยูโรโซนจ่อปากเหว "ถดถอย"


เจอบทความที่น่าสนใจเลยนำเอามาฝากกัน เพื่อเป็นข้อมูลการเทรดในอนาคต
หรือไว้เล่นเก็งกำไรระยะสั้น หรือจะอยู่เฉยๆ นอกตลาดเพื่อรอดูทิศทางที่ชัดเจนขึ้นก็ตามแต่
ข่าวก็คือข่าว ซึ่งก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่ไม่ควรมองข้าม แม้นว่าจะชอบเทรดตามปัจจัยด้านเทคนิค

***

จีดีพียูโรโซนหดตัว 0.2% ในไตรมาสล่าสุด 
จ่อปากเหวภาวะถดถอยรอบ 2 
จับตาแรงสะเทือนต่อเศรษฐกิจโลก

ภาพประกอบจากกรุงเทพธุรกิจ

เศรษฐกิจของยูโรโซนกำลังไต่อยู่บนปากเหวภาวะถอดถอยรอบ 2 (double-dip recession)
หลังจีดีพีของกลุ่มสมาชิก 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลเดียวกันหดตัว 0.2% ในไตรมาส 2
และมีสิทธิฉุดลากเศรษฐกิจโลกให้พลอยย่ำแย่ไปด้วย
เศรษฐกิจของยูโรโซนที่มีมูลค่า 13 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังหดตัว

แม้ขณะนี้ยูโรโซนจะยังหลบพ้นจากโหมดถดถอยทางเทคนิคไปได้
เพราะตัวเลขจีดีพีในไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ศูนย์
จึงยังไม่เข้านิยามของภาวะถดถอยทางเทคนิคที่ตัวเลขจีดีพีต้องหดตัว 2 ไตรมาสติดต่อกัน
แต่เป็นไปได้มากที่เศรษฐกิจยูโรโซนอาจหดตัวต่ออีกในไตรมาส 3

นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจากศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ "ทิม โอเลนเบิร์ก" ระบุว่า
สถานการณ์ย่ำแย่ในยุโรป รวมถึงความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลง
และการค้าที่ชะลอตัว กำลังฉุดลากเศรษฐกิจโลกให้ดิ่งลงไปด้วย
เท่ากับจีดีพีในยูโรโซนที่ติดลบในไตรมาส 2 เติมโมเมนตัมขาลงให้กับเศรษฐกิจโลก

นักเศรษฐศาสตร์หลายรายมองว่า เป็นไปได้ที่ภาวะ "ย่ำแย่" กำลังจะเปลี่ยนเป็น "เลวร้าย"
และแม้แต่เขตเศรษฐกิจขนาดใหญ่สุดของยุโรปก็อาจจะ "เอาไม่อยู่"
จนกว่าจะหามาตรการเด็ดขาดมารับมือกับวิกฤติหนี้ในยูโรโซนได้

นักวิเคราะห์จากคอมเมิร์ซ แบงก์ "ยอร์ก เครเมอร์" กล่าวว่า เศรษฐกิจของเยอรมนียังค่อนข้างแข็งแกร่ง
แต่ก็อาจยังไม่แข็งแรงพอที่จะประคับประคองยูโรโซนเอาไว้ได้เพียงลำพัง
และนี่อาจเป็นข่าวเชิงบวกระลอกท้ายๆ ที่ออกมาจากเมืองเบียร์
รวมถึงเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจเยอรมนีจะหดตัวในช่วงไตรมาสถัดไป
ถึงแม้โครงสร้างพื้นฐานจะดี แต่เยอรมนีไม่สามารถแยกตัวเองออกมาจากภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นในยูโรโซนได้
ยิ่งไปกว่านั้น เศรษฐกิจโลกก็เริ่มผ่อนเกียร์ลงแล้วด้วย

ตัวเลขเศรษฐกิจของเมืองเบียร์เริ่มสะท้อนเค้าลางของการติดหวัดจากวิกฤติหนี้ยูโรโซน
ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจที่ผ่อนฝีเท้าลง ภาคการผลิตที่ชะลอตัวลง
การลงทุนด้านธุรกิจในช่วงครึ่งปีแรกที่ลดลงท่ามกลางบรรยากาศในยุโรปที่ยังมืดมน

ด้านนักเศรษฐศาสตร์จากเอบีเอ็น แอมโร "เอไลน์ ชูลิ่ง" ให้ความเห็นว่า
สิ่งต่างๆ ตอกย้ำแนวคิดที่ว่า ยูโรโซนกำลังเดินสู่ภาวะถดถอย ซึ่งเห็นได้จากวงจรอุบาทว์ที่เกิดขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดงบประมาณ การขึ้นอัตราดอกเบี้ยในกลุ่มประเทศชายขอบของยูโรโซน
และหนี้สาธารณะที่พุ่งสูง ยิ่งผู้กำหนดนโยบายดำเนินการช้ามากเท่าไร
เราก็คาดการณ์ถึงการหดตัวทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นในไตรมาส 3

ส่วนเศรษฐกิจของ "ฝรั่งเศส" พี่บิ๊กยุโรปอีกราย ไม่ขยับจากระดับ 0% เป็นเวลา 3 ไตรมาสติดต่อกัน
และธนาคารกลางแดนน้ำหอมประเมินว่าอาจหดตัวเล็กน้อยในไตรมาสถัดไป
เมื่อดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญๆ ก็ไม่ค่อยสดใส
ไม่ว่าจะเป็นการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เคยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของระบบเศรษฐกิจฝรั่งเศสก็ดิ่งลง
ผู้บริโภคพากันลดรายจ่ายเพราะคาดว่าคงหนีไม่พ้นมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาลในเร็วๆ นี้
รวมทั้งตัวเลขการว่างงานที่แตะระดับ 10%

นี่ทำให้ภาคธุรกิจของแดนน้ำหอม อย่างบริษัทผลิตรถยนต์ต้องปรับลดปริมาณการผลิต
เพื่อไม่ให้สต๊อกสินค้าบวมท่ามกลางยอดขายที่อืดเป็นเรือเกลือ

"เปอโยต์-ซีตรอง" หั่นยอดผลิตในโรงงานประกอบที่ฝรั่งเศส 16% ส่วนเรโนลต์ผลิตรถน้อยลง 6%

ขณะที่ประเทศทางตอนใต้ที่กำลังเผชิญวิกฤติหนี้อย่างรุนแรง ภาพความมืดมนยังคงดำเนินต่อไป
ควบคู่กับเศรษฐกิจที่หดตัว รายได้จากภาษีที่ลดลง ยิ่งทำให้การหั่นงบประมาณเป็นได้ยากมากขึ้น

ดูอย่างประเทศที่ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินไปแล้ว
ทั้งโปรตุเกส ซึ่งกำลังประสบภาวะถดถอยที่หยั่งลึกมากขึ้น
โดยจีดีพีไตรมาสล่าสุดหดตัวมากถึง 1.2%
ส่วนเศรษฐกิจกรีซหดตัวหนักถึง 6.2% และเผชิญแรงกดดันในการรัดเข็มขัดเพิ่มเติม
เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์ขอรับความช่วยเหลือทางการเงินรอบใหม่
เนื่องจากกรีซต้องการเงินสดสำหรับจ่ายเงินเดือนและบำเหน็จบำนาญ
รวมถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ท่ามกลางเงินในคลังที่ร่อยหรอลงเรื่อยๆ

เอเธนส์ เพิ่งประมูลขายตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อระดมเงินราว 4.06 พันล้านยูโร
หรือประมาณ 5.01 พันล้านดอลลาร์ สำหรับจ่ายหนี้พันธบัตรที่จะครบกำหนดไถ่ถอนในสัปดาห์หน้า
ซึ่งกรีซจำเป็นต้องชำระหนี้คืนแก่ธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ราว 3.2 พันล้านยูโร (3.9 พันล้านดอลลาร์)
ภายในวันที่ 20 สิงหาคม ถึงแม้วิธีนี้จะยิ่งทำให้ต้นทุนกู้ยืมของกรีซเพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับประเทศที่เป็นศูนย์กลางความกังวล
และจ่อเข้าคิวขอความช่วยเหลืออย่างอิตาลีและสเปนก็ออกอาการไม่สู้ดี
ไตรมาสล่าสุด เศรษฐกิจโรมหดตัว 0.7% ซึ่งเป็นการหดตัวต่อเนื่อง 4 ไตรมาส
และเศรษฐกิจสเปนหดตัว 0.4% เป็นการหดตัว 3 ไตรมาสติดกัน
กรณีของอิตาลีและสเปนยิ่งเผชิความท้าทาย 
ว่าจะทำอย่างไรให้เศรษกิจเติบโต ในขณะที่ต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น

ร้านรวงในอิตาลีพยายามดิ้นรนอย่างหนักที่จะขายสินค้าให้ได้ แม้ต้องยอมหั่นราคาลงถึง 80%
แต่ดูเหมือนนักช็อปก็ยังเดินเข้าร้านเพื่อตากแอร์เย็นๆ มากกว่าจะตั้งใจซื้อสินค้าอย่างจริงๆ จังๆ
ส่งผลให้ร้านค้านับพันแห่งต้องปิดตัวลง เช่นเดียวกับธุรกิจท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบ
เพราะชาวอิตาลี 30% ไม่เดินทางไปพักผ่อนหย่อนใจในเวลาที่เงินตึงมือเช่นนี้


ที่มา  : กรุงเทพธุรกิจ



11 สิงหาคม 2555

5 ขั้นในการเป็นนักเทรด

ยามมีเวลาว่างๆ ผมมักอ่าน ชีวิต Trader ก่อนสู่ Level 5   เพื่อทบทวนและไตร่ตรองอะไรบางอย่าง
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีบททดสอบเสมอ ถ้าใจยังไหว...ยังสู้...ยังไม่ยอมแพ้...ก็ต้องก้าวกันต่อไป...
ที่นี้...เรามาศึกษาหัวข้อ "5 ขั้นในการเป็นนักเทรด" เพื่อต่อยอดความคิดและเสริมสร้างกำลังใจ
เส้นทาง "เทรดเดอร์อิสระ" นั้น ต้องใช้ความอดทน อดกลั้น ความมีวินัย และเวลาเสมอ


 
5 ขั้นในการเป็นนักเทรด

ขั้นเเรก - ไร้สติเเละไร้คุณสมบัติ
นี้เป็นขั้นเเรกของนักเทรดทุกคนเมื่อคิดที่จะเริ่มเทรด
ท่านรู้ว่าการเทรดเป็นการหาเงินที่ดี
เพราะท่านได้ยินใครๆ ก็พูดถึงเรื่องของนักเทรดที่เป็น millionaire
เหมือนกับท่านเริ่มคิดที่จะขับรถทุกอย่างดูเหมือนง่าย มันไม่น่าจะยากอะไรขนาดนั้น
เหมือนกับการเทรดราคามีเเค่ขึ้นกับลง
มันจะมีความลับอะไรกันมากมาย ท่านเลยคิดว่าเทรดเลยดีกว่าไม่น่าจะยาก
เเต่เช่นเดียวกับการขับรถเมื่อท่านจับพวงมาลัยครั้งเเรก ท่านถึงได้รู้ว่าท่านไม่รู้อะไรเลย

ท่านเปิดออเดอร์มากมาย เเละรับความเสี่ยงสูง
พอท่านเปิดซื้อกราฟก็ตก พอท่านสั่งขายกราฟก็ขึ้นเป็นอยู่อย่างนี้
บางทีท่านอาจจะประสบความสำเร็จนั้นเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุด
เพราะในสมองของท่านจะคิดว่าการเทรดเป็นเรื่องง่าย
เเล้วท่านก็จะเพิ่มความเสี่ยงขึ้น เเละลงเงินมากขึ้นไปอีก
ท่านพยายามที่จะเปลี่ยนการจากออเดอร์ที่เสียด้วยการดับเบิ้ลเงินลงไป
ทุกครั้งในการเทรด
บางครั้งท่านก็รอดมาได้ เเต่ไม่บ่อยครั้งที่จะผ่านมาเเบบไม่เสีย

ท่านยังไม่คิดว่าท่านไม่มีความสามารถในการเทรด
ขั้นตอนนี้กินเวลาอาทิตย์ถึงสองอาทิตย์ ก่อนที่ท่านจะย้ายไปอีกขั้นหนึ่ง...


ขั้นสอง - มีสติเเต่ขาดคุณสมบัติ
ขั้นตอนสองคือ ท่านทราบการเทรดนั้นต้องมีการวางเเผน เเละลงมือลงเเรง
จิตใต้สำนึกท่านทราบว่าท่านเป็นนักเทรดที่ขาดคุณสมบัติ
ท่านไม่มีทักษะหรือความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในการทำกำไรในตลาดเงิน
ท่านเริ่มที่จะหาซื้อระบบการเทรดและ e-book
ท่านหาหนังสืออ่านตามเว็บไซต์ทุกที่จากสหรัฐอเมริกาถึงยูเครน
ช่วงนี้ท่านเริ่มต้นค้นหาอินดี้หรือระบบศักดิ์สิทธิ์
ขณะนี้ท่านจะย้ายจากระบบหนึ่งไประบบหนึ่ง อินดี้หนึ่งไปอินดี้หนึ่ง
ท่านจะเปลี่ยนจากวิธีนี้วัน วิธีนู้นอีกวัน และสัปดาห์โดยสัปดาห์ เพื่อจะดูว่ามันใช้ได้หรือไม่
เวลาที่ท่านเจออินดี้ตัวใหม่ ท่านจะมีความตื้นเต้น เเละคิดว่าอินดี้นี้ละสุดยอดเเล้ว
ท่านจะทดสอบระบบอัตโนมัติใน Metatrader
ท่านจะเล่นกับ moving average, Fibonacci, support และ resistant, Pivots, Fractals,
DMI, ADX และอื่น
อีกร้อยเเปดในความหวังว่ามันจะเป็นระบบมหัศจรรย์ของท่าน
ท่านจะเป็นคนเลือกบนเเละล่าง พยายามหาจุดกลับตัวของกราฟ ที่สุดท่านจะพบตัวว่าเองไล่กวดเทรดที่เสีย
กระนั้นท่านก็ยังเพิ่มเงินลงไปเพราะมั่นใจว่าท่านถูก
ท่านจะไปอยู่ในเเชทรูมและเห็นว่าคนอื่นๆ ทำกำไร เเต่ทำไมไม่ใช่ท่าน
ท่านมีปัญหาที่ต้องการคำตอบล้านเเปด
บางคำถามเมื่อตัวท่านเองย้อนกลับไปดูตัวท่านเองยังรู้สึกว่าเป็นคำถามที่งี่เง่า
แล้วท่านจะถึงจุดที่ท่านคิดว่าคนที่ออกมาบอกว่าได้กำไรทั้งหมดโกหก
พวกเขาไม่น่าจะทำกำไรได้เพราะท่านก็ได้ศึกษาการเทรดมาเเต่ท่านขาดทุน
ท่านก็รู้เท่าเท่ากับที่พวกเขารู้ พวกเขาต้องโกหกเเน่ๆ
เเต่พวกเขาอยู่ในตลาดเทรดทุกวัน และบัญชีของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ของท่านลดลงเรื่อยๆ
ท่านจะกลับไปเป็นเเบบวัยรุ่นอีกครั้งหนึ่ง
นักเทรดที่มีประสบการณ์เเละพบความสำเร็จให้คำอธิบายบอกเหตุผล บอกวิธีเเบบฟรีๆ
เเต่ท่านก็ยังดื้อรั้นคิดว่าตัวเองถูกเเละท่านรู้ดีที่สุด
ท่านก็ยังดั้นด้นเทรดทั้งที่ทุกคนรอบรอบข้างบอกว่าคุณบ้าไปเเล้ว เเต่ท่านคิดว่าท่านรู้ดีกว่า
ทว่าเมื่อท่านคิดได้เเล้วจะพยายามเทรดตามคนอื่น เเต่ก็ไม่สำเร็จ
ท่านพยายามจ่ายค่าสัญญาณจากคนอื่น ท่านก็จะจ่ายเงินให้กูรูคอยบอกเเละสอนไม่ว่ากูรูจะดีหรือไม่ดียังไง
ท่านก็ยังไม่สำเร็จเพราะท่านยังคิดว่าท่านรู้ดีที่สุด

ขั้นนี้อาจจะนานตราบเท่านาน...ในความเป็นจริงเเห่งโลกของความเป็นจริง
เเละหลังจากที่พูดคุยกับนักเทรดคนอื่นๆ เเละจากประสบการขั้นนี้อาจจะนานเป็นปีถึงสามปี
นี่เป็นขั้นที่นักเทรดถอนตัวถอดใจในการเทรด ประมาณ 60% ของนักเทรดใหม่ถอดใจใน 3 เดือนเเรก
พวกเขาถอดใจเป็นสิ่งที่ดี - ลองคิดดู - ถ้าการเทรดเป็นเรื่องง่ายทุกคนก็รวยกันหมดเเล้ว
อีก 20% ให้เวลาอีกหนึ่งปีแล้วความหมดหวังในการเสี่ยงจะทำให้บัญชีพวกเขาหมดไปอย่างเเน่นอน


สิ่งที่ท่านอาจจะแปลกใจก็คือที่เหลืออีก 20% พวกเขาผ่านได้ประมาณ 3 ปี
และเขาก็จะคิดว่าพวกเขาจะปลอดภัย แม้จะผ่าน 3 ปี เเต่เเค่อีกเพียง 5-10% จะทำกำไรได้สม่ำเสมอ
ตัวเลขอันนี้ไม่ได้เกิดมาจากอากาศ...ไม่ได้โมเมขึ้นมา...
หลังจากที่ท่านผ่านสามปีได้ก็อย่าพึ่งวางใจ มีคนเคยเถียงเรื่องเวลาหลายคน ทุกทุกคนไม่เคยรอดเกินสามปี
ถ้าท่านคิดว่าท่านรู้ดีลองถามตามบอดร์ดูว่าใครเทรดมาห้าปีเเล้วสามารถที่จะเทรดเต็มความสามารถ 100%
บางทีอาจจะมีบางคนเป็นข้อยกเว้น เเต่ที่ผ่านมาไม่เคยเจอเองสักคน
ท่านจะค่อยๆ ออกมาจากขั้นนี้ ท่านลงทุนลงเเรงกับมันไปมากกว่าที่ท่านคาดคิด
ท่านหมดเงินไปจากบัญชีเป็นสิบครั้ง เเละคิดจะเลิกตั้งหลายครั้ง
เเต่ท่านไม่เลิกเพราะมันอยู่ในสายเลือดไปเเล้ว วันหนึ่งในเสี้ยววินาทีท่านก็จะเข้าขั้นที่สาม...

ขั้นที่สาม – Eureka
(ยูเรกา Eureka แปลว่า “ฉันพบแล้ว")
ช่วงสุดท้ายของขั้นที่สอง ท่านเริ่มคิดได้ว่ามันไม่ใช่ที่ระบบที่ทำให้เกิดความเเตกต่าง
ท่านเริ่มที่จะคิดได้ว่าท่านสามารถทำเงินได้กับเเค่ simple moving average เเละไม่มีอย่างอื่น
หากเเต่ว่าความคิดของท่านเเละการจัดการเงินของท่านเป็นไปอย่างถูกต้อง
ท่านเริ่มอ่านหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาในการเทรด เเละเข้าใจตัวคาเเร็กเตอร์ในหนังสือทำให้เกิดความกระจ่าง
การกระจ่างนี้เกิดจากสมองของท่านปะติดปะต่อได้ว่า..
ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าตลาดจะเป็นอย่างไรได้อย่างเเม่นยำในเวลาข้างหน้า
ไม่ว่าจะสิบวินาทีหรืออีกยี่สิบนาที ท่านจะเลิกสนใจความคิดของคนอื่น
ท่านเริ่มที่จะสร้างระบบของท่านเองเพียงระบบเดียว เเละมีความสุขกับระบบของท่าน
จากนั้นท่านจะเป็นคนกำหนดกะเกณฑ์ความเสี่ยงของตัวเอง 

ท่านจะเริ่มเทรดเมื่อท่านเห็นว่าท่านมีโอกาสที่จะทำกำไร
ทว่าเมื่อเสียท่านก็ไม่โกรธตัวท่านเอง เพราะท่านรู้ว่าอยู่ในหัวของท่านว่าไม่อาจคาดเดาตลาดได้
เเละมันไม่ใช่ความผิดของท่าน เมื่อท่านเทรดเเล้วรู้ว่าเสีย...ท่านปิดออเดอร์ เทรดอันต่อไปเเละต่อไป...


ท่านรู้ว่ามีเปอร์เซ็นต์ประสบความสำเร็จ เพราะท่านรู้ว่าระบบของท่านสามารถทำกำไรได้
ท่านเลิกที่จะมองการเทรดเเค่มุมมองของเทรดออเดอร์เดียว ท่านเปลี่ยนมุมมองของท่านเป็นอาทิตย์
โดยคิดว่าเทรดผิดครั้งเดียวไม่ได้หมายความว่าระบบของท่านใช้ไม่ได้
ท่านจับได้ว่าการเทรดขึ้นอยู่กับสิ่งเดียวคือความสม่ำเสมอเเละการมีวินัย
ท่านเรียนรู้เรื่องการจัดการเงินเเละความเสี่ยง ทุกอย่างเริ่มซึมซับ
ท่านมองย้อนกลับไปถึงนักเทรดที่ให้ความรู้กับท่านเเต่ก่อนด้วยความยิ้มเเย้มว่า...
ตอนนั้นท่านยังไม่พร้อม...เเต่ตอนนี้ท่านพร้อมเเล้ว...


ขั้นสี่ - มีสติเเละความสามารถ
ท่านทำการเทรดเมื่อระบบของท่านบอก ท่านทำใจยอมรับการเสียได้เหมือนกับท่านได้กำไรจากการเทรด
ตอนนี้ท่านปล่อยให้ออเดอร์ที่ทำกำไรได้ให้ทำกำไรถึงที่สุด โดยยอมรับความเสี่ยง
เเละรู้ว่าระบบของท่านทำกำไรได้มากกว่าที่เสียไป...
ทว่าเมื่อท่านอยู่ฝั่งที่เสีย ท่านก็ปิดออเดอร์โดยเจ็บปวดเล็กน้อยใน account ของท่าน
ตอนนี้ท่านถึงจุดที่ท่านเสมอตัวซะส่วนมาก
ทุกๆ วันจะมีบางอาทิตย์ที่ท่านได้ 100 pips เเละสัปดาห์ที่เสีย100 pips
เเต่ท่านก็เสมอตัวไม่ขาดทุน--

ตอนนี้ท่านรู้ว่า...
ท่านเป็นคนตัดสินใจในการเทรดเเละเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องตามระบบของท่านไม่ว่าได้หรือเสีย
ท่านได้รับการยอมรับจากนักเทรดคนอื่นๆ ท่านยังต้องขัดเกลาเเละเช็กการเทรดของท่านอย่างสม่ำเสมอ
ท่านเริ่มที่จะทำเงินได้มากกว่าเสีย ท่านจะเริ่มวันด้วยการได้กำไร 20 pips เเละก็เสีย 35 pips
เเต่ท่านไม่รู้สึกอะไร เพราะท่านรู้ว่าเสียไปเเล้วมันก็จะกลับมาหาท่านอีก
ท่านเริ่มที่จะทำกำไรสัปดาห์ต่อสัปดาห์ - 20 pips สัปดาห์นี้ - 50 pips สัปดาห์หน้า
ขั้นนี้จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน


ขั้นห้า – ไร้สติเเต่มีความสามารถ
ขั้นนี้เหมือนเราขับรถ ทุกวันเราขึ้นรถขับออกไปโดยสัณชาตญาณ เหมือนกับเราเทรด
ท่านเทรดโดยสัญชาตญาณ เทรดเเบบ autopilot
(Autopilot ถ้าแปลกันตรงๆ หมายถึง ความสามารถอย่างหนึ่งของเครื่องบินที่ไฮเทค
ก็คือ เครื่องบินที่มีความสามารถนี้ มันจะสามารถบินไปได้ด้วยตัวเองโดยกัปตันทำหน้าที่เพียงแค่ตั้งเป้าหมายไว้)
ท่านไม่ตื่นเต้นไม่ว่าจะทำได้ 200 pips หรือ 1 pips
ท่านเห็นเด็กใหม่ในฟอรั่มเเล้วย้อนคิดไปถึงท่านในอดีตหลายปีมาเเล้ว

นี่คือสวรรค์ของการเทรด – ท่านได้บรรลุโดยการเทรดเเบบไม่ใช้อารมณ์เเละความรู้สึกมาร่วม
ขณะที่ Account ของท่านเติบโตขึ้นเรื่อย

ท่านเป็นที่รู้จักของนักเทรด ทุกคนคอยฟังความเห็นของท่าน
เเต่ท่านรู้ว่าบางคนก็ไม่ทำตามเหมือนท่านสมัยก่อน
การเทรดเริ่มน่าเบื่อ เพราะพอท่านทำอะไรได้ดีหรือเก่ง
ท่านก็จะเริ่มเบื่อ ไม่มีอะไรมาทำให้ท่านได้รู้สึกเเข่งขัน
ท่านเริ่มหายจากห้องสนทนา เเละหาเพื่อนคุยกันรู้เรื่องโดยที่ไม่ผันตามความคิดของท่าน
ท่านไม่ได้เปลี่ยนเเปลงระบบ เเต่พัฒนาระบบให้ดีขึ้น ตอนนี้ท่านมีสัญชาตญาณในการเทรด
ท่านสามารถเรียกตัวเองได้เต็มปากว่า “forex trader”
เเต่ท่านไม่รู้สึกอะไร...คิดเเค่มันก็เป็นเพียงอาชีพอาชีพหนึ่ง...

โปรดจำไว้ว่า...
เเค่ 5 เปอร์เซ็นต์ของนักเทรดที่สามารถถึงจุดนี้ได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความฉลาดหรือความสามารถ
เเต่ขึ้นอยู่กับทัศนคติที่จะเปลี่ยนความคิดเเละความหัวเเข็งของตัวเองได้ไหม...
เมื่อเวลาที่ได้รับความคิด ตลอดจนความรู้ใหม่ๆ

ก่อนที่ท่านจะถอดใจ ลองคิดดูว่าท่านจะยอมใช้เวลาไปโรงเรียนกี่ปี
ถ้าท่านรู้ว่าตอนจบมามีงานที่ทำเงินได้ล้านหนึ่งต่อปีรออยู่...

ที่มา : thailandinvestorclub.com

.

พรุ่งนี้...วันแม่

สัปดาห์ที่ผ่านมา...
สกุล​เงินยู​โรอ่อนค่าลง​เมื่อ​เทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
​เนื่องจากนักลงทุน​เริ่ม​เกิดความไม่มั่น​ใจว่ามาตร​การที่คาดว่าธนาคารกลางยุ​โรป (อีซีบี) จะนำมา​ใช้นั้น
จะสามารถควบคุมวิกฤตหนี้สาธารณะ​และภาวะ​เศรษฐกิจถดถอย​ในยู​โร​โซน​ได้
โดยต้องจับตาพัฒนา​การของวิกฤตหนี้ยุ​โรป ผล​การประมูลตั๋ว​เงินคลัง​และพันธบัตรรัฐบาลอิตาลี​และ​เยอรมนี
ทั้งนี้ ​เงินยู​โร​ต้องเผชิญปัจจัยลบหลังจากที่หนังสือพิมพ์ Handelsblatt
ได้รายงาน​การ​เปิด​เผยของกระทรวง​เศรษฐกิจ​เยอรมนีที่ว่า ​
เศรษฐกิจ​เยอรมนีขยายตัวปานกลาง​ใน​ไตรมาส 2 ปีนี้ ​ซึ่งชะลอลงจาก​ไตรมาส​แรก
พร้อมชี้ว่า​แนว​โน้มทาง​เศรษฐกิจจะ​เผชิญ​ความ​เสี่ยงรุน​แรงหลายประ​การจากสถาน​การณ์​ในยุ​โรปที่ยังย่ำ​แย่

ขณะที่ทาง​การกรีซคาดว่า กลุ่ม​เจ้าหนี้ระหว่างประ​เทศจะ​เปิด​เผยรายงาน​ความ​เคลื่อน​ไหว​ใน​แง่บวก ​
เกี่ยวกับ​ความคืบหน้า​เรื่อง​การปฎิรูป​เศรษฐกิจของกรีซ ​ซึ่งจะปูทางสู่​การ​เบิกจ่าย​เงินช่วยกรีซรอบต่อ​ไป
โดยเจ้าหน้าที่กรีซ​เผยว่า ​เนื่องจาก​เงินสำรองหมดลงอย่างรวด​เร็ว​ใน​เดือน ส.ค.
อัน​เนื่องมาจากภาวะล่าช้า​ใน​การปล่อย​เงินกู้ช่วย​เหลืองวด​ใหม่ ​และ​การชำระพันธบัตรมูลค่า 3.2 พันล้านยู​โร
(ประมาณ 3.9 พันล้านดอลลาร์) ที่จะหมดอายุ​ในวันที่ 20 ส.ค. ​ทำ​ให้​กรีซกำลังมา​ถึงจุด​เสี่ยงอีกครั้ง
โดยกลุ่มทรอยก้า ​ซึ่งประกอบด้วยสหภาพยุ​โรป, กองทุน​การ​เงินระหว่างประ​เทศ ​และธนาคารกลางยุ​โรป
จะสามารถ​เขียน​และส่งมอบรายงาน​เรื่อง​ความมี​เสถียรภาพ
​ตลอดจน​แผน​การปฏิรูปภาย​ใต้​เงินช่วย​เหลือ​ให้กรีซในปลาย​เดือน ก.ย.​ได้

ด้านกระทรวงการคลังญี่ปุ่น เปิดเผยว่า
หนี้รัฐบาลญี่ปุ่นพุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ที่ระดับ 976.19 ล้านล้านเยน (12.4 ล้านล้านดอลลาร์)
ตั้งแต่สิ้นเดือนมี.ค. - สิ้นเดือนมิ.ย. บ่งชี้ว่าญี่ปุ่นประสบความลำบากในการหนุนสถานะการคลังของประเทศ
ซึ่งถือว่ารุนแรงสุดในบรรดาประเทศพัฒนาแล้วรายอื่น
โดยหนี้ของรัฐบาลกลางเพิ่มขึ้นอย่างมาก 1.7% เมื่อเทียบกับช่วง 3 เดือนก่อนหน้า
ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากการใช้จ่ายด้านการปรับโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง
ภายหลังเกิดภัยภิบัติสึนามิและแผ่นเดือนไหวเมื่อ 11 มี.ค. 2554 โดยหนี้สินทั้งหมดของรัฐบาล
ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาล 797.08 ล้านล้านเยน การกู้ยืม 54.25 ล้านล้านเยน
ซึ่งส่วนใหญ่มาจากธนาคารพาณิชย์ และค่าใช้จ่ายเพื่อรองรับการระดมทุนระยะสั้น 124.86 ล้านล้านเยน

***

พรุ่งนี้ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ
ในฐานะลูกก็อย่าลืมโทรศัพท์ไปหาแม่ หรือนำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่
หรือพาแม่ไปเที่ยว ไปกินข้าวนอกบ้าน หรือทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลเพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่

มาฟังเพลง "แม่" โดยแฮมเมอร์กับน้าหงา



.

5 สิงหาคม 2555

เฮดจ์ฟันด์ กองทุนปีศาจ (จบ)

ทุนปีศาจครอบโลก

เพียงแค่ขนาดของกองทุนปีศาจนั้นก็มหาศาลแล้ว เช่น
กองทุนที่ใหญ่ที่สุด Bridgewater Associates บริหารเม็ดเงินจำนวน 38,600 ล้านเหรียญ หรือ 11 ล้านล้านบาท
หรือกองทุน Soros Fund Management ของพ่อมดการเงิน Soros มีทรัพย์สิน 2 หมื่นล้านเหรียญ หรือ 7 แสนล้านบาท
ซึ่งเกือบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินไทยทั้งปีในบางปี (1 ล้านล้านบาทเศษ)
แต่สามารถซื้อขายโดยวิธี Leverage คือกู้เงินมาซื้อขาย
หรือซื้อขายเงินเชื่อแล้วมาหักกำไรขาดทุนทีหลังได้มากถึง 10-25 เท่า ของเม็ดเงินของกองทุน
ดังนั้นจึงไม่มีตลาดทุนและตลาดเงินที่ไหนของโลกสามารถต้านการโจมตี หรือการ “ทุบ” ของกองทุนปีศาจเหล่านี้ได้









ใน 10 กองทุนปีศาจเหล่านี้
รับบริหารเม็ดเงินเกือบ 3 แสนล้านเหรียญต่อปี
ในขณะที่กองทุนปีศาจทั้งหมดในโลก
บริหารเม็ดเงินประมาณ 2.5 ล้านล้านเหรียญ
(2.5 trillion)




จากการเปรียบเทียบขนาดของกองทุน เมื่อก่อนเกิดวิกฤต subprime และภายหลัง
กองทุนเหล่านี้ไม่ได้เล็กลงเลย เพียงแต่สลับตำแหน่งกันตามความสามารถในการแข่งขัน

ก่อนเกิดวิกฤตอสังหาฯ ถล่ม (subprime crisis) ในปี 2008
กฎหมายหรือระเบียบที่ควบคุมกองทุนปีศาจมีน้อยมาก
เพราะรัฐเห็นว่าเป็นเรื่องของนักลงทุนใหญ่ๆ ที่ไม่เกี่ยวกับสาธารณชน เช่น
ไม่มีระเบียบเรื่องสัดส่วนเงินสำรอง เรื่องสัดส่วนของเงินกู้ต่อทุน
และนอกจากนี้ กองทุน (offshore) ส่วนใหญ่จดทะเบียนในประเทศหรือเมืองที่เรียกว่า tax haven
หรือเมืองท่าปลอดภาษี เช่น Cayman Island เป็นที่ตั้งของกองทุนเหล่านี้ถึงร้อยละ 67
ตามมาด้วย British Virgin Islands ร้อยละ 11% และ Bermuda ร้อยละ 11%
รวมทั้งรัฐ Delaware ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองทุนภายในประเทศ (onshore) มากถึงร้อยละ 64

ตัวเลขในปี 2004 มีกองทุนปีศาจในอเมริกามากถึง 7,000 กองทุน
ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออก เช่น รัฐนิวยอร์ก และคอนเนกทิคัต

กรุงลอนดอนเป็นศูนย์กลางของกองทุนปีศาจของยุโรป โดยเป็นที่ตั้งของกองทุนเหล่านี้ถึงร้อยละ 75
และมีทรัพย์สินที่รับบริหารจัดการในปี 2008 เป็นเงิน 3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
โดยเป็นเงินจากทวีปเอเชีย ร้อยละ 25 ส่วนอีกร้อยละ 25 ของเงินจากเอเชีย บริหารโดยกลุ่มทุนของอเมริกา

ในเอเชียก็มีสิงคโปร์และฮ่องกงเป็นศูนย์กลางใหญ่ หรือที่ตั้งสาขาของกองทุนปีศาจเหล่านี้

อัตราค่าบริหารกองทุน

แรงจูงใจหรือน้ำเลี้ยงของกองทุนปีศาจ คือ
ค่าบริหารกองทุน (management fee), ค่าส่วนแบ่งจากผลกำไร (performance fee)
อัตรามาตรฐานหรือราคาตลาดของค่าบริหารกองทุน คือร้อยละ 2 ต่อปี ของมูลค่าเงินของลูกค้าที่มอบให้บริหาร
แต่ต้องจ่ายเป็นรายเดือนหรือรายไตรมาส เนื่องจากยอดเงินที่รับบริหารมีจำนวนมาก
รายได้ส่วนนี้จึงเป็นรายได้ที่เป็นค่าใช้จ่ายของสำนักงานและเป็นผลกำไรด้วย

ค่าส่วนแบ่งจากผลกำไร (performance fee)
โดยทั่วไปอยู่ที่ร้อยละ 20 ของผลกำไรสุทธิจากการบริหารกองทุนนั้นๆ
แต่บางบริษัทอาจจะคิดมากกว่านี้ เช่น Steven Cohen”s SAC Capital Partners คิดร้อยละ 35-50
หรือ Jim Simons” Medallion Fund คิดร้อยละ 45

ค่าส่วนแบ่งผลกำไรนี้มักนำมาแบ่งปันกันในหมู่ผู้บริหาร
ในรูปของโบนัส เงินเดือน สิทธิซื้อหุ้นของบริษัท (stock option)
และเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริหารกองทุนปีศาจเหล่านี้ใช้วิธีการลงทุนที่ “สุ่มเสี่ยง”
เพื่อหวังผลตอบแทนสูงและได้ส่วนแบ่งสูงไปด้วย
หากคาดการณ์ถูกก็จะสร้างชื่อเสียง และมีกองทุนหรือมูลนิธิ หรือสถาบันการเงินอื่นๆ แห่กันนำเงินมาให้บริหาร
หากตลาดไม่เป็นไปตามคาด ทุกอย่างก็ล้มพังครืนเหมือนวิกฤตการเงินในแต่ละช่วง
ซึ่งวนเวียนกลับมาทุก 10 ปี เป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอยซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Richard Fuld, ประธานของ Lehman Brothers
ได้ถูกนาย Henry Waxman (D-CA) ส.ส.พรรคเดโมแครตจากรัฐแคลิฟอร์เนีย
ซึ่งเป็นกรรมาธิการด้านปฏิรูประบบงานของรัฐ เรียกมาให้การ เพื่อสอบสวนและตั้งคำถามว่า
“บริษัทของคุณยื่นเป็นบริษัทล้มละลาย แต่คุณกลับรับเงินตอบแทนที่ดูดไปจากบริษัท 
เป็นเงินมากถึง 480 ล้านเหรียญ นั้นเป็นธรรมหรือไม่”

สถาบันจัดอันดับ

เครื่องมือที่สำคัญของกองทุนปีศาจ คือ สถาบันจัดอันดับ เช่น Moody's และ Standard & Poor's
นิตยสารและน.ส.พ.ธุรกิจ และการเงิน รายงานประจำเดือนของสถาบันการเงินหรือกองทุน 

เช่น น.ส.พ.วอลล์สตรีต, Forbes, Business Week ฯลฯ
ซึ่งกองทุนปีศาจเป็นผู้ให้โฆษณารายใหญ่ หรือมีผู้บริหารที่รู้จักกัน มีผลประโยชน์ร่วมกัน
หรือเป็นบอร์ดไขว้กัน ดังนั้นเมื่อมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หรือรายงานข่าว (ลือ ลับ ลวง พราง)
ทำให้ผู้ลงทุนทั่วไปแตกตื่นเทขายหุ้น แล้วถูกช้อนซื้อ
หรือในทางตรงกันข้าม หรือรัฐบาลหรือนักการเมืองประเทศกำลังพัฒนาแตกตื่น
และออกมาตรการหรือกฎหมายในลักษณะเต้นตามเพลงที่เขาเปิด และติดกับดักการเงิน หรือกับดักหนี้


เมื่อไรจะตาสว่างกัน (เสียที)

แน่นอนว่า การปฏิเสธตลาดหลักทรัพย์ ตลาดทุน ตลาดเงิน หรือตลาดอัตราแลกเปลี่ยน
เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ในภาวะปัจจุบัน
แต่การเปิดหูเปิดตาให้ประชาชนเรียนรู้และรู้เท่าทันความจริงเชิงประจักษ์ที่มีหลักฐานยืนยันได้
ท้งมีเหตุการณ์ของวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นเป็นพักๆ
และการที่รัฐบาลแต่ละประเทศต้องนำเงินภาษีอากรมาอุ้มกองทุนปีศาจเหล่านี้เป็นเครื่องยืนยัน

การให้การศึกษากับประชาชนถึงเบื้องหน้าเบื้องหลัง
เป็นเรื่องสำคัญที่มิใช่การรู้ไม่เท่าทันและเทศนาให้ประชาชนยิ่งโง่งมและถูกหลอกต่อๆ ไปด้วยคาถาว่า
ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ คือ ตัวชี้วัดเศรษฐกิจของชาติ และมีการใช้เงินภาษีเข้าอุ้มเมื่อเกิดวิกฤต
แต่ความจริงเศรษฐกิจโลกในวันนี้ ก็ไม่ต่างจากบ่อนที่มาเก๊า หรือลาสเวกัสนั่นเอง

นอกจากนี้รัฐต้องไม่งมโข่งหลับหูหลับตาเชื่อในเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ หรือรัฐวิสาหกิจ
เพื่อนำเข้าตลาดหุ้น ทั้งๆ ที่เป็นรายได้ของรัฐ หรือการเปิดเสรีอย่างหลับหูหลับตา
แล้วปล่อยให้ทุนปีศาจเข้ามาดูดเลือดคนในชาติได้อย่างเสรีโดยปราศจากการควบคุม ด้วยมาตรการภาษี
หรือมาตรการอื่นๆ ที่เป็นการป้องปรามกองทุนปีศาจที่ไร้คุณธรรมเหล่านี้เข้ามาควบคุมและมุ่งหากำไรอย่างเสรี

โดย กมล กมลตระกูล จากคอลัมน์ เดินคนละฟาก / ประชาชาติธุรกิจ