16 มกราคม 2556

เยอรมนีจ่อถอน “ทองคำมหาศาล”

ยามว่างๆ ก็มักหาข่าวการบ้านการเมืองหรือข่าวสังคมทั่วไปๆ อ่านคั่นเวลาทำโน่นนี่บ้าง
โดยเว็บไซต์ที่ชอบเข้าก็มี ไทยโพสต์, ผู้จัดการออนไลน์, คมชัดลึก หรือ กรุงเทพธุรกิจ ฯ
และวันนี้ก็ได้ไปเจอข่าวที่น่าสนใจ...ก็ตามระเบียบที่จะนำมาบอกต่อๆ กัน

จริงๆ พาดหัวข่าวแบบเต็มๆ นั้น คือ...

ลือหึ่ง! เยอรมนีจ่อถอน “ทองคำมหาศาล” ที่ฝากไว้ต่างแดนกลับประเทศ อ้างทำเพื่อความมั่นคง

ธนาคารกลางเยอรมนี (Deutsche Bundesbank)
ต้องการนำทองคำของตนจำนวนมากที่ฝากไว้ในประเทศอื่นๆ
ทั้งในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐอเมริกากลับประเทศ เร็วๆ นี้

เพื่อความมั่นคงทางการคลัง
ทั้งนี้เป็นรายงานของหนังสือพิมพ์ด้านธุรกิจและการเงินรายวัน 

ฮันเดิลสบลัตต์เมื่อวันอังคาร (15 ม.ค.)
โดยหากรายงานดังกล่าวเป็นความจริง จะถือเป็น

หนึ่งในการโยกย้ายทองคำระหว่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
      
รายงานของสื่อสิ่งพิมพ์ฉบับดังกล่าวระบุว่า...
ศาลของรัฐบาลกลางเยอรมนีว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน
ได้เข้าตรวจสอบปริมาณทองคำคงคลังของประเทศหลังได้รับการร้องขออย่างเป็นทางการ
เมื่อปีที่แล้วจากกลุ่มเคลื่อนไหวภายในประเทศของพวก “ยูโรสเค็ปติกส์
หรือพวกที่มีความสงสัยคลางแคลงใจต่อบทบาทและความจำเป็นของสหภาพยุโรป (อียู)
      
หลังการเข้าตรวจสอบปริมาณทองคำคงคลังของประเทศ ศาลฯ ดังกล่าวของเยอรมนี
ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเยอรมนีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีหญิงเหล็ก อังเกลา แมร์เคิล
เร่งหาทางนำทองคำของเยอรมนีจำนวนมากที่ไปฝากไว้ในต่างประเทศกลับคืนมาเพื่อความมั่นคงทางการคลัง
หลังจากรัฐบาลเยอรมนีในอดีต โดยเฉพาะตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา
ต่างมีนโยบายนำทองคำของตนไปฝากไว้ในต่างแดน
เพื่อกระจายความเสี่ยงจากสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่ตึงเครียดในยุค “สงครามเย็น
      
ตามข้อมูลที่สื่อดังอย่าง “ฮันเดิลสบลัตต์”  รายงานระบุว่า
ขณะนี้ 45 เปอร์เซ็นต์ของทองคำของเยอรมนีถูกนำไปฝากไว้ในธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)
ขณะที่อีก 13 เปอร์เซ็นต์ และ 11 เปอร์เซ็นต์ 

ถูกนำไปเก็บไว้ในธนาคารกลางของอังกฤษ และธนาคารกลางฝรั่งเศสตามลำดับ
ส่งผลให้มีปริมาณทองคำเพียงแค่ 31 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
ที่ถูกเก็บไว้ภายในสำนักงานใหญ่ของบุนเดสบังก์หรือธนาคารกลางเยอรมนี ในนครแฟรงก์เฟิร์ต

      
รายงานข่าวซึ่งอ้างคำแนะนำของศาลฯ ระบุว่า
ทองคำของเยอรมนีทั้งหมดที่นำไปฝากไว้ในฝรั่งเศส
ควรจะเป็นทองคำส่วนแรกที่รั
บาลเยอรมนีต้องดึงกลับมาไว้ในประเทศ
ขณะที่ทองคำบางส่วนที่ฝากไว้ในอังกฤษและสหรั
ฯ ยังจำเป็นต้องคงอยู่ตามเดิมต่อไปก่อน
เพื่อรองรับการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ

      
อย่างไรก็ดี จนถึงขณะนี้
เยนส์ ไวด์มันน์ ประธานบุนเดสบังก์ วัย 44 ปีที่เข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่พฤษภาคมปี 2011
ยังไม่ออกมาให้ความเห็นใดๆ ต่อรายงานของสื่อดังกล่าว
      
ทั้งนี้ ธนาคารกลางเยอรมนีได้ชื่อว่า...
เป็นผู้ถือครองทองคำสำรองรายใหญ่เป็นอันดับที่ 2 ของโลก รองจากสหรัฐฯ
โดยปริมาณทองคำในความครอบครองของบุนเดสบังก์นั้นมีกว่า 3,396.3 ตันเมื่อสิ้นปี 2011
หรือคิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 133,000 ล้านยูโร (ราว 5.3 ล้านล้านบาท)

***

เตือนนักลงทุนระมัดระวัง ต่างชาติขายทำกำไร 2 เด้ง ทั้ง “หุ้น-ค่าเงิน”

ผู้เชี่ยวชาญแบงก์คาด “บาทแข็ง” เป็นผลในช่วงสั้น
เตือนนักลงทุนระมัดระวังต่างชาติขายทำกำไร 2 เด้ง ทั้ง “หุ้น-ค่าเงิน
เผยช่วง 3 ปีที่ผ่านมา หุ้นไทยพุ่ง 250%
ขณะที่เม็ดเงินไหลเข้าจะไม่มากอย่างที่คาดไว้แล้ว
      
นางอุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารแสตนดาร์ด ชาร์เตอร์ด (ไทย)
กล่าวว่า...
การแข็งค่าของเงินบาทไทยในช่วงนี้
ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลจาก นายเบน เบอร์นันเก้
ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด
ออกมาแสดงความเห็นว่า จะยังไม่ยุติการใช้มาตรการคิวอี (QE)
ซึ่งก็เป็นผลทางจิตวิทยาทำให้นักลงทุนกล้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มขึ้น
ส่งผลให้มีเงินทุนไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง
      

อย่างไรก็ตาม เงินทุนที่ไหลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมทั้งไทยนั้น
น่าจะส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเพียงแค่ชั่วคราวเท่านั้น
โดยเงินบาทไทยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
และเชื่อว่าระดับการแข็งค่าไม่น่าจะเกิน 29.75 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
      
นางอุสรา กล่าวว่า สาเหตุที่มองเช่นนั้น เพราะช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา
มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้าลงทุนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ค่อนข้างมาก
และทำให้สินทรัพย์ต่างๆ โดยเฉพาะดัชนีตลาดหุ้นใน 3 ประเทศหลัก คือ
ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ปรับตัวขึ้นแรง 

ประกอบกับค่าเงินบาทช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาก็ค่อนข้างนิ่ง
ดังนั้น การที่เงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็วในช่วงนี้
นักลงทุนต่างชาติจึงอาจอาศัยโอกาสนี้ขายทำกำไรในสินทรัพย์ต่างๆ ออกมาก่อนได้

      
โดยก่อนหน้านี้ เงินบาทค่อนข้างนิ่งมานาน 4-5 เดือน และการที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมาเร็ว
อาจกระตุ้นให้นักลงทุนต่างประเทศขายทำกำไรสินทรัพย์ในประเทศออกมาก่อนเพื่อล็อกกำไร 
เชื่อว่านักลงทุนบางกลุ่มที่ลงทุนไว้ก่อนหน้านี้ ก็คงรอดูจังหวะการขายออกเช่นกัน
เพราะเขาได้กำไร 2 ต่อ จากทั้งราคา
หุ้นที่ปรับขึ้น และค่าเงินบาทที่แข็งค่า

            
“การปรับขึ้นอย่างร้อนแรงของดัชนีตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น
หากเทียบกับตลาดหุ้นของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะในกลุ่มเอเชียเหนือ อย่างเกาหลีใต้ ไต้หวัน และจีน
จะเห็นว่า ดัชนีหุ้นของกลุ่มประเทศเหล่านี้ยังปรับขึ้นไปไม่สูงมากนัก
จึงมีโอกาสที่เงินทุนต่างชาติจะไหลเข้าไปยังกลุ่มประเทศเหล่านี้มากกว่า”
      
นางอุสรา ยังเชื่อว่า ค่าเงินบาท และตลาดหุ้นไทยในระยะต่อไปมีโอกาสที่จะผันผวนอย่างมาก
จึงอยากแนะนำให้นักลงทุนใช้ความระมัดระวังในการลงทุน ขณะเดียวกัน ก็อยากฝากว่า
สำหรับผู้ที่ต้องใช้เงินสกุลต่างประเทศนั้น ช่วงนี้ถือเป็นจังหวะเหมาะที่จะซื้อเก็บเอาไว้
ทั้งเงินส
กุลดอลลาร์สหรัและเงินเยนของญี่ปุ่

      
สำหรับในส่วนของเงินเยนนั้น จะเห็นว่าหลังจากรัฐบาลใหม่ของญี่ปุ่นประกาศนโยบายเงินเยนอ่อนค่า
ทำให้เงินเยนเทียบเงินบาทอ่อนค่าลงต่อเนื่อง
จาก 40 บาทต่อ 100 เยนในอดีต มาอยู่ที่ 34 บาทต่อ 100 เยนในปัจจุบัน
หรืออ่อนค่าลงไปราว 16% ซึ่งโอกาสที่เงินเยนจะอ่อนค่าไปมากกว่านี้นั้น มองว่าน่าจะมีน้อย
และมีโอกาสที่เงินเยนจะกลับมาแข็งได้แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นจะประกาศนโยบายที่ชัดเจนออกมา
ซึ่งเป็นผลจากนักลงทุนขายทำกำไรจากข่าวดังกล่าว (Sell on fact) เรียบร้อยแล้ว...

*

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น